Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8215/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาค้ำประกันระบุว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระภาษี เมื่อโจทก์แจ้งจำนวนภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 2 ทราบแล้ว จำเลยที่ 2 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง โดยมิต้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระก่อน ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันสละสิทธิที่จะขอให้เรียกจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ชำระก่อน และสละสิทธี่จะให้โจทก์บังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 688 และ 689 อันมีผลทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 หรือที่ 2 คนใดคนหนึ่งชำระหนี้สิ้นเชิง โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นเชิง จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 691 โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200 บาท เท่านั้น ตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (2) (ก) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 24 แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้อง ทั้งๆ ที่โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีในศาลภาษีอากรกลางอันเป็นการไม่ถูกต้อง และต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรและกฎหมายอื่น จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2540 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ตรวจปฏิบัติการภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยที่ 1 พบว่า จำเลยที่ 1 ได้นำใบกำกับภาษีซื้อที่ออกโดยนิติบุคคลที่มิได้ประกอบการค้าขายสินค้าจริงรวม 10 ฉบับ และจำเลยที่ 1 มิได้ซื้อสินค้าตามใบกำกับภาษีดังกล่าว ซึ่งเป็นใบกำกับภาษีปลอมตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (7) ต้องห้ามมิให้นำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม มาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยที่ 1 สำหรับเดือนภาษีสิงหาคม 2538 ถึงเดือนภาษีกันยายน 2540 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงนำยอดซื้อตามใบกำกับภาษีปลอมมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่พร้อมทั้งคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) (7) และ 89/1 เป็นเงินทั้งสิ้น 2,396,986.34 บาท และในเดือนภาษีกรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ได้นำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของนิติบุคคลอันเป็นใบกำกับภาษีปลอมมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงนำยอดซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าวมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่พร้อมทั้งคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) (7) และ 89/1 เป็นเงินทั้งสิ้น 119,397 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้เรียกจำเลยที่ 1 มารับทราบรายละเอียดแห่งการตรวจสอบแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่คัดค้านและยินยอมชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามผลการตรวจสอบ และได้แจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 1 มิได้ชำระ กลับอุทธรณ์คัดค้านการประเมินเฉพาะในประเด็นขอให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามการประเมินให้แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น สำหรับการแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนกรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน

คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า มีหน้าที่ต้องเสียเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (7) แต่เพียงอนุมาตราเดียว และเห็นว่ากรณีของจำเลยที่ 1 มีเหตุอันสมควรลดเบี้ยปรับ จึงให้ชำระเบี้ยปรับเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับที่จะต้องชำระตามกฎหมาย ส่วนเงินเพิ่มไม่มีกฎหมายให้งดหรือลด รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นเงิน 1,254,363 บาท รวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินจำนวน 119,397 บาท เป็นเงิน 1,373,790 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 1,373,760 บาท

ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์เป็นงวดรวม 48 งวด พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้พิจารณาแล้วอนุญาตให้ผ่อนชำระได้ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการผ่อนชำระดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระภาษีอากรตามสัญญาแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จำนวน 2 งวด รวมเป็นเงิน 38,948 บาท แล้วผิดนัดไม่ผ่อนชำระตามสัญญาอีกเลย จึงไม่ได้รับอนุมัติให้ผ่อนชำระภาษีอากรอีกและต้องรับผิดชำระภาษีอากรตามสัญญาผ่อนชำระทั้งสิ้น รวมทั้งต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,817,779 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระภาษีอากรจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ได้ทวงถามจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ภาษีอากรที่ค้างชำระแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ภาษีอากรที่ค้างชำระ 1,817,779 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,817,779 บาท แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญญาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกันการผ่อนชำระภาษีอากร ข้อ 4 ระบุว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระภาษีอากรตามข้อ 1 เมื่อสรรพากรภาค 4 ได้แจ้งจำนวนเงินภาษีอากรที่ต้องชำระของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 จะนำเงินมาชำระให้แก่กรมสรรพากรภายในเวลา 15 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง โดยจำเลยที่ 2 จะชำระเงินให้แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขอผ่อนชำระภาษีอากรโดยมิต้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระก่อน ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันสละสิทธิที่จะขอให้เรียกจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ชำระหนี้ก่อน และสละสิทธิที่จะให้โจทก์บังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688 และ 689 อันมีผลทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 หรือที่ 2 คนใดคนหนึ่งชำระหนี้สิ้นเชิง โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นเชิง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 691 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 200 บาท เท่านั้น ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวีธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (2) (ก) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 24 แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้อง ทั้งๆ ที่โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีในศาลภาษีอากรกลางอันเป็นการไม่ถูกต้อง และต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,817,779 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินกว่า 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพโรจน์ วายุภาพ · ทองหล่อ โฉมงาม · ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้