Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8239/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยจะยกเหตุว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับ ส. สามีจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่ถูกยึดที่ดินและบ้านพิพาทขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลเพื่อร้องขอกันส่วนเงินจากการขายทอดตลาดมาเป็นข้อต่อสู้เพื่ออยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าวหาได้ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาท โดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท โดยเรียกค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท ส่วนจำเลยให้การต่อสู้เพียงว่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นสินสมรสที่จำเลยมีส่วนกึ่งหนึ่ง ซึ่งจำเลยได้ร้องขอกันส่วนเงินจากการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านพิพาทไว้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ เช่นนี้เท่ากับจำเลยมิได้โต้เถียงกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ การที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากโจทก์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 64449 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และบ้านเลขที่ 24/32 ถนนนวมินทร์ (สุขาภิบาล 3) หมู่ที่ 10 ซอยคลองจั่นนิเวศน์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าว

จำเลยให้การว่า จำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายและอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ มิได้ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายตามฟ้องโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและบ้านพิพาทและให้ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านดังกล่าวจนเสร็จสิ้น กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายจตุรงค์ โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2515 ที่ดินและบ้านพิพาทมีชื่อนายจตุรงค์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยจดทะเบียนซื้อขายมาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2532 โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านพิพาทโดยสุจริตจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 24049/2541 ระหว่างโจทก์คดีนี้กับนายจตุรงค์จำเลยในราคา 1,800,000 บาท เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2543 และได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นของโจทก์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2543 ระหว่างการยึดที่ดินพร้อมบ้านพิพาทจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 ขอกันส่วนเงินจากการขายทอดตลาดกึ่งหนึ่ง โดยกล่าวอ้างว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรส

โจทก์บอกกล่าวจำเลยและบริวารให้ออกจากที่ดินและบ้านพิพาทตามหนังสือบอกกล่าวลงวันที่ 10 สิงหาคม 2543 โดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ แต่บุคคลที่อยู่ในบ้านพิพาทไม่ยอมรับ คดีที่จำเลยร้องขอกันส่วนเงินนั้นคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยได้รับเงินซึ่งขอกันส่วนจำนวน 900,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยและบริวารมีสิทธิอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริต แม้ว่าจำเลยจะกล่าวอ้างว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสของจำเลยกึ่งหนึ่ง คดีอยู่ระหว่างจำเลยร้องขอกันส่วนเงินกึ่งหนึ่งจากการขายทอดตลาด กรณีต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย จำเลยจะยกเหตุที่ว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยและนายจตุรงค์สามีของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 24049/2541 และถูกยึดขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยจำเลยได้ร้องขอกันส่วนเงินจากการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านพิพาทเป็นข้อต่อสู้โจทก์เพื่ออยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทหาได้ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทโดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท และเรียกค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยให้การต่อสู้คดีแต่เพียงว่า ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นสินสมรสที่จำเลยมีส่วนกึ่งหนึ่ง จำเลยได้ร้องขอกันส่วนเงินจากการขายทอดตลาดที่ดินและบ้านพิพาทไว้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ เช่นนี้ เท่ากับจำเลยไม่ได้โต้เถียงกรรมสิทธิ์ คดีนี้จึงมิใช่คดีมีทุนทรัพย์ โจทก์ต้องชำระค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท การที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากโจทก์อย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ส่วนที่เกิน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ คงเหลือไว้เพียง 300 บาท (ค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ 200 บาท และค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท) ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กีรติ กาญจนรินทร์ · ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล · ศิริชัย วัฒนโยธิน
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายภูมิชัย พันธพฤทธ์พยัต
ศาลอุทธรณ์ - นายวรพจน์ วิไลชนม์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.378/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ5823/2544
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้