Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8278/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงข้อเดียวว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทด้านทิศใต้ เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน ถ้าคู่ความไม่เห็นด้วย ชอบที่จะคัดค้านการกำหนดประเด็นข้อพิพาทของศาลได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 183 วรรคสาม เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงต้องถือว่าคดีมีประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เพียงข้อเดียวดังกล่าว การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและ บริวารออกจากที่ดินพิพาททั้งแปลง และให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๑ ตำบลคู้ฝั่งเหนือ (บ้านคู้ฝั่งเหนือ) อำเภอหนองจอก จังหวัดพระนคร พร้อมกับรื้อถอนบ้านเลขที่ ๒๐ หมู่ที่ ๕ แขวงคู้ฝั่งเหนือ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ออกไปจากที่ดินดังกล่าวและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ ๕๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง และมีคำสั่งว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๑ ตำบลคู้ฝั่งเหนือ (บ้านคู้ฝั่งเหนือ) อำเภอหนองจอก จังหวัดพระนคร เนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๑ งาน โดยการครอบครองปรปักษ์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินเนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๑ ซึ่งจำเลย ครอบครองในฐานะผู้เช่า นางมะไม่เคยยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยถึงแก่กรรม นายดาวูด โพธิ์โซ๊ะ ผู้จัดการมรดกของจำเลย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๑ ตำบลคู้ฝั่งเหนือ (บ้านคู้ฝั่งเหนือ) อำเภอหนองจอก จังหวัดพระนคร และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ โดยให้รื้อถอนบ้านเลขที่ ๒๑ (ที่ถูกบ้านเลขที่ ๒๐) หมู่ที่ ๕ แขวงคู้ฝั่งเหนือ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๓๙) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินและส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๕,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

พิเคราะห์แล้ว ในวันชี้สองสถาน คู่ความแถลงรับกันว่าที่ดินที่พิพาทกันในคดีนี้คงมีเฉพาะที่ดินทางด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๑ เนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน ศาลชั้นต้นจึงชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงข้อเดียวว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินด้านทิศใต้เนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ดังกล่าว จึงต้องถือว่าคดีมีประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เพียงข้อเดียว ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๑ ทั้งแปลง และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท

ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาที่จำเลยฎีกาเกี่ยวกับค่าเสียหายด้วย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้และปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใด ยกขึ้นอ้าง แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖, ๒๔๗ นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าในระหว่างนัดสืบพยานโจทก์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คู่ความนำชี้ทำแผนที่พิพาทเพื่อความสะดวกใน การพิจารณาพิพากษาและบังคับคดี จำเลยนำชี้แนวเขตที่ดินที่จำเลยครอบครองตามแนวเขตสีเขียวในแผนที่พิพาทซึ่งคำนวณเนื้อที่ได้ ๑ ไร่ ๖๙.๖ ตารางวา จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ ๑ ไร่ ๖๙.๖ ตารางวา ตามแผนที่พิพาทด้วย?

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทเนื้อที่ ๑ ไร่ ๖๙.๖ ตารางวา ทางด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๗๑ ตำบลคู้ฝั่งเหนือ (บ้านคู้ฝั่งเหนือ) อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ตามแนวเขตสีเขียวในแผนที่พิพาท และส่งมอบที่ดินพิพาทคืนโจทก์ โดยให้รื้อถอนบ้านเลขที่ ๒๐ หมู่ที่ ๕ แขวงคู้ฝั่งเหนือ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ออกไปจากที่ดินพิพาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่ แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นส่วนที่เกิน ๑๗,๗๑๐ บาท ให้แก่โจทก์ ส่วนที่เกิน ๑๗,๖๑๐ บาท ให้แก่จำเลย และคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน ๓๕,๓๒๐ บาท ให้แก่จำเลย.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ เนตรมัย · วิเทพ ศิริพากย์ · สมชาย จุลนิติ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดมีนบุรี - นางกฤษณา รัตนาสิน
ศาลอุทธรณ์ - นายณรงค์พล ทองจีน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 471/2562

จำเลยให้การว่าจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยระบุเหตุเลิกสัญญาตามข้อ 7 ข้อ 13 และข้อ 14 ไว้ด้วย ชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาให้บริการพื้นที่โดยชอบด้วยกฎหมายห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2559

ตามคำฟ้องเป็นการกล่าวอ้างให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วในฐานะที่จำเลยเป็นคู่สัญญากับโจทก์ ส่วนที่โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้รับจ้างบริหารจัดการเรือ อ. จากเจ้าของเรือทำสัญญาว…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2555 (เลขอ้างอิง 554419)

แม้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 11 ที่ 14 และที่ 15 ไม่ได้เข้าร่วมประชุมในการประชุมของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แต่คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ทั้งสามสำนวนในฐานะผู้ร้องขอต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8867/2554

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายให้ไปร่วมประเวณีกับ อ. แต่พิพากษายกฟ้องเพราะเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิด โจทก์อุทธรณ์ จำเลยกล่าวแก้อุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้พูดชัก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7742/2554

จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเพราะผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบิดายกให้และจำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ส่วนผู้ร้องสอดร้องสอดว่า ครอบครองที่ดินพิพาทเพราะบิดายกให้ ผู้ร้องสอดทำประโยชน์ตลอดมาและแบ่งท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้