Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8337/2563

พ.ศ. 2563 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดคืนเงินค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดห้องชุดเลขที่ 1095/161 ของจำเลยที่ 3 และที่ดิน 4 แปลงในจังหวัดภูเก็ต ของจำเลยที่ 1 ไว้ แต่ระหว่างที่มีการอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีสำหรับห้องชุดของจำเลยที่ 3 และที่ดินของจำเลยที่ 1 ไว้เป็นการชั่วคราว ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนหลักประกันที่โจทก์ได้นำยึดไว้ โดยขอให้ถอนการยึดที่ดิน 4 แปลง และจำเลยที่ 1 ยินยอมทำหนังสือค้ำประกันในคดีแพ่ง โดยนำห้องชุดเลขที่ 252/252 และเลขที่ 252/11 รวม 2 ห้อง มาวางเป็นหลักประกันแทนโดยมีข้อตกลงว่า ถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 3 แพ้คดี และไม่ชำระเงินตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยอมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินที่นำมาวางไว้เป็นหลักประกันต่อศาลทันที ต่อมาศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งอายัดกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้องไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อให้ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนห้องชุดทั้งสองห้อง จึงถือได้ว่า ห้องชุดเลขที่ 252/252 และเลขที่ 252/11 รวม 2 ห้อง ของจำเลยที่ 1 เป็นหลักประกันที่จำเลยที่ 1 วางต่อศาลสำหรับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อให้ศาลงดการบังคับคดี หนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ในการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง โจทก์จะต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ก็ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ และได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ตามแผนฟื้นฟูกิจการจนครบถ้วน เมื่อศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงส่งผลให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ อันรวมถึงหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/75 โจทก์จึงไม่อาจบังคับคดีกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 อันรวมถึงทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 นำมาวางเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ได้อีก จึงต้องคืนหลักประกันที่วางประกันให้แก่จำเลยที่ 1

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดคืนเงินค่าหุ้นจำนวน 36,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้จำนวน 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาและยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือค้ำประกันต่อศาลชั้นต้น ตามสัญญาค้ำประกันในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 6609/2552 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2555 พร้อมนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 252/252 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 252/6 (พลาซ่า) ชื่ออาคารชุดเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 415 และเลขที่ 252/11 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 252/6 A ชื่ออาคารชุดเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 415 รวม 2 ห้อง วางไว้เป็นหลักประกันต่อศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 11 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำแผน และวันที่ 24 กันยายน 2558

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากมูลหนี้ในคดีนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 8 และได้รับชำระหนี้ตามแผนครบถ้วนแล้ว เป็นเงิน 10,008,104.75 บาท ศาลชั้นต้นจึงให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งคำร้องของจำเลยที่ 1 ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ และมีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการให้แก่โจทก์จนครบถ้วนแล้ว จึงขอคืนหลักประกันห้องชุดเลขที่ 252/252 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 252/6 (พลาซ่า) ชื่ออาคารชุดเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 415 และเลขที่ 252/11 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 252/6 A ชื่ออาคารชุดเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 415 จำนวน 2 ห้อง อันเป็นหลักประกันที่วางตามหนังสือค้ำประกันต่อศาล ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2555

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ถูกบังคับคดีในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ถูกบังคับคดีในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 3 ตามหนังสือค้ำประกันฉบับลงวันที่ 14 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 1 จึงต้องถูกบังคับคดีเอาจากหลักทรัพย์ที่นำมาวางไว้เป็นหลักประกัน ไม่มีเหตุที่จะคืนหลักประกันดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 จึงให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 252/252 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 252/6 (พลาซ่า) ชื่ออาคารชุดเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 415 และเลขที่ 252/11 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 252/6 A ชื่ออาคารชุดเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 415 ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นจึงออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำขอของโจทก์ วันที่ 14 มิถุนายน 2553 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดห้องชุดเลขที่ 1095/161 ชั้นที่ 30 ชื่ออาคารชุดอีสทาว์นเวอร์

อาคารเลขที่ 1 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 13/2538 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 243046 กรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 3 และวันที่ 24 มิถุนายน 2553 นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 312, 2613, 36860 และ 37112 ในจังหวัดภูเก็ต รวม 4 แปลง กรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมขอทุเลาการบังคับคดี ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ทุเลาการบังคับแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 นำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 252/252 และ 252/11 รวม 2 ห้อง มาเป็นหลักประกัน และได้ทำสัญญาค้ำประกันลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 ต่อมาวันที่ 9 สิงหาคม 2554 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลถอนการบังคับคดีแก่ห้องชุดเลขที่ 1095/161 ของจำเลยที่ 3 และที่ดิน 4 แปลงที่จังหวัดภูเก็ตของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถอนหลักประกันห้องชุด

เลขที่ 252/252 และเลขที่ 252/11 จำนวน 2 ห้อง ที่ทำหนังสือค้ำประกันไว้ต่อศาลตามสัญญาค้ำประกันลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 และให้งดการบังคับคดีชั่วคราวห้องชุดเลขที่ 1095/161 และที่ดินรวม 4 แปลงที่จังหวัดภูเก็ตที่โจทก์ยึดไว้ ต่อมาภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดชำระหนี้ต่อโจทก์ วันที่ 28 กันยายน 2555 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องของดการบังคับคดี โดยขอให้ถอนการยึดที่ดินที่จังหวัดภูเก็ตจำนวน 4 แปลงของจำเลยที่ 1 และขอนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 252/252 และเลขที่ 252/11 รวม 2 ห้อง ให้ยึดเป็นหลักประกันแทน พร้อมยื่นฎีกาและคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา วันที่ 4 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนหลักประกัน โดยขอให้ถอนการยึดที่ดินที่จังหวัดภูเก็ตจำนวน 4 แปลงของจำเลยที่ 1 และขอนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 252/252 และเลขที่ 252/11 รวม 2 ห้อง

มาวางเป็นหลักประกันแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้ทำสัญญาประกันใหม่ วันที่ 14 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือค้ำประกันในคดีแพ่งโดยนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 252/252 และเลขที่ 252/11 รวม 2 ห้อง วางไว้เป็นหลักประกัน และวันที่ 18 ธันวาคม 2555 ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งอายัดกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้องไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อให้ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนห้องชุดทั้งสองห้อง ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.20/2557 ให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำแผน และวันที่ 24 กันยายน 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้รายที่ 8 และได้รับชำระหนี้ตามแผนครบถ้วนแล้ว เป็นเงิน 10,008,104.75 บาท และวันที่ 8 พฤษภาคม 2560 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า

จำเลยที่ 1 มีสิทธิขอคืนหลักประกัน ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันลงวันที่ 14 ธันวาคม 2555 หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดคืนเงินค่าหุ้นจำนวน 36,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ พร้อมค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ โจทก์ได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดห้องชุดเลขที่ 1095/161 ของจำเลยที่ 3 และที่ดิน 4 แปลงในจังหวัดภูเก็ต ของจำเลยที่ 1 ไว้ แสดงว่าโจทก์ได้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษากับจำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้ว

เพียงแต่ในระหว่างที่มีการอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีสำหรับห้องชุดของจำเลยที่ 3 และที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ยึดไว้เป็นการชั่วคราว ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนหลักประกันที่โจทก์ได้นำยึดไว้ดังกล่าว โดยขอให้ถอนการยึดที่ดินที่จังหวัดภูเก็ตจำนวน 4 แปลง ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยินยอมทำหนังสือค้ำประกันในคดีแพ่งลงวันที่ 14 ธันวาคม 2555 โดยนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 252/252 และเลขที่ 252/11 รวม 2 ห้อง มาวางเป็นหลักประกันแทนโดยมีข้อตกลงความว่า ถ้าจำเลยที่ 1 และที่ 3 แพ้คดีโจทก์ และไม่นำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยอมให้บังคับเอาจากทรัพย์สินที่นำมาวางไว้เป็นหลักประกันต่อศาลทันที และวันที่ 18 ธันวาคม 2555 ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งอายัดกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งสองห้องไปยังเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อให้ระงับการจดทะเบียน

การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนห้องชุดทั้ง 2 ห้อง จึงถือได้ว่า ห้องชุดเลขที่ 252/252 และเลขที่ 252/11 รวม 2 ห้อง ของจำเลยที่ 1 เป็นหลักประกันที่จำเลยที่ 1 วางต่อศาลสำหรับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อให้ศาลงดการบังคับคดี หนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง โจทก์จะต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ก็ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ และได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ตามแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 จนครบถ้วน

ทั้งนี้ เมื่อศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 แล้ว จึงส่งผลให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ อันรวมถึงหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/75 โจทก์จึงไม่อาจบังคับคดีกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 อันรวมถึงทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 นำมาวางเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ได้อีก กรณีจึงต้องคืนทรัพย์ที่วางประกันให้แก่จำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งยกคำร้องขอคืนหลักประกันของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นถอนการอายัดและคืนหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 252/252 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 252/6 (พลาซ่า) ชื่ออาคารชุดเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 415 และเลขที่ 252/11 ชั้นที่ 7 อาคารเลขที่ 252/6 A ชื่ออาคารชุดเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 17/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 415 แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามชั้นศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์ · วัฒนา วิทยกุล · สุรพล เอี่ยมอธิคม
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายภาณุรัตน์ พัฒนพัชร
ศาลอุทธรณ์ - นายพิศิษฐ์ วิริยะพาณิชย์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.350/2563
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้