Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8374/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้าง ที่มีข้อห้ามจำเลยที่ 1 ซึ่งทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานขายอาวุโส โดยเป็นหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินกิจการค้าขายถ่านหินของโจทก์ ไปทำงานกับนายจ้างอื่นใดที่ประกอบธุรกิจการค้าลักษณะอย่างเดียวกันหรือเป็นการแข่งขันกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบ ไม่เป็นการเกินสมควรหรือเอาเปรียบกันในการทำสัญญาอันจะเข้าลักษณะข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จึงมีผลใช้บังคับกับจำเลยที่ 1 ซึ่งลงลายมือชื่อรับทราบข้อตกลงในสัญญาจ้างแรงงาน การที่จำเลยที่ 1 ลาออกแล้วไปทำงานกับบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์ จึงผิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงาน สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดเพียงฝ่ายเดียว การตีความให้ผู้ค้ำประกันรับผิดจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด จะตีความไปในทางขยายความรับผิดของผู้ค้ำประกันให้เกินเลยไปกว่าข้อความที่ปรากฏชัดแจ้งในสัญญาค้ำประกันไม่ได้ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์ โดยมีข้อความว่า เพื่อเป็นการค้ำประกันความเสียหายหรือความรับผิดที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ได้ก่อให้เกิดขึ้นไม่ว่าโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หรือต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายอันเกิดแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผู้ค้ำประกันขอให้สัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดตามที่เสียหายจริงแทนลูกจ้างจนหมดสิ้นโดยไม่มีข้อโต้แย้งหรือยกข้อกฎหมายใดๆ มากล่าวอ้างเพื่อเป็นเหตุให้พ้นความรับผิดชอบ เช่นนี้ เป็นสัญญาค้ำประกันที่ไม่มีข้อความชัดแจ้งให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันรับผิดกรณีจำเลยที่ 1 พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์แล้วไปทำงานกับนายจ้างอื่นที่ประกอบกิจการค้าลักษณะอย่างเดียวกันหรือเป็นการแข่งขันกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในกรณีที่จำเลยที่ 1 พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์แล้วไปทำงานกับนายจ้างอื่นที่ประกอบกิจการค้าลักษณะอย่างเดียวกันหรือเป็นการแข่งขันกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลงต่อโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างแรงงานเป็นเงิน 10 เท่าของค่าจ้างรายเดือนเป็นเงิน 195,000 บาท และค่าเสียหายจากกรณีโจทก์ขาดรายได้เป็นเงิน 1,000,000 บาท กับห้ามจำเลยที่ 1 เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจของโจทก์หรือมีธุรกิจร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อมกับบริษัทอื่นที่อยู่ในลักษณะงานหรือประกอบธุรกิจประเภทเดียวกันหรือเป็นการแข่งขันกับบริษัทโจทก์ตลอดไป

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 97,500 บาท และให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ร่วมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินไม่เกิน 39,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประกอบธุรกิจค้าขายถ่านหิน จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2550 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานขายอาวุโส มีการทำสัญญาจ้างกันเป็นหนังสือตามสัญญาจ้างลงวันที่ 22 ตุลาคม 2550 โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันลงวันที่ 22 ตุลาคม 2550 ต่อมาวันที่ 3 มีนาคม 2551 มีการทำบันทึกเพิ่มเติมแนบท้ายสัญญาจ้าง และมีการตกลงทำสัญญาจ้างเพิ่มเติมอีกเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2552 โดยเพิ่มเติมข้อสัญญาเกี่ยวกับการห้ามลูกจ้างประกอบกิจการลักษณะเดียวกันหรือที่มีลักษณะแข่งขันกับนายจ้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างหรือเจ้าของกิจการภายในขอบเขตประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียภายในระยะเวลา 2 ปี

นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง หากฝ่าฝืนหรือผิดสัญญาตกลงชดใช้เงินเป็นเบี้ยปรับหรือค่าเสียหายแก่นายจ้าง 10 เท่าของค่าจ้างอัตราสุดท้ายหรือเป็นจำนวนเท่ากับค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า นับแต่วันที่ฝ่าฝืนหรือผิดสัญญา พร้อมดอกเบี้ยจากการผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งมีจำเลยที่ 1 ลงชื่อยอมรับข้อตกลงไว้ในสัญญาฝ่ายเดียวโดยโจทก์ไม่ได้ลงชื่อไว้ด้วย จำเลยที่ 1 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 19,500 บาท และลาออกจากบริษัทโจทก์เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2554 จำเลยที่ 1 ไปทำงานกับบริษัทเอ็นเนอร์จี เอิร์ด จำกัด (มหาชน) แล้วไปทำงานกับบริษัทซิง เฮง เส็ง จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งบริษัททั้งสองทำธุรกิจถ่านหินเช่นเดียวกับโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า สัญญาจ้างฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2552 มีผลใช้บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมายและมีผลผูกพันจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า สัญญาจ้างที่มีข้อห้ามจำเลยที่ 1 ซึ่งทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานขายอาวุโส โดยเป็นหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินกิจการค้าขายถ่านหินของโจทก์ ไปทำงานกับนายจ้างอื่นใดที่ประกอบธุรกิจการค้าลักษณะอย่างเดียวกันหรือมีลักษณะที่เป็นการแข่งขันกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง เป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบ ไม่เป็นการเกินสมควรหรือเอาเปรียบกันในการทำสัญญาอันจะเข้าลักษณะข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

ย่อมมีผลใช้บังคับกับจำเลยที่ 1 ซึ่งลงชื่อรับทราบข้อตกลงดังกล่าวไว้ในสัญญาด้วยแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ลาออกจากบริษัทโจทก์แล้วไปทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทเอ็นเนอร์จี เอิร์ด จำกัด (มหาชน) และบริษัทซิง เฮง เส็ง จำกัด ตามลำดับ ซึ่งบริษัททั้งสองประกอบธุรกิจเช่นเดียวกับโจทก์ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี หลังจากพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของโจทก์ จึงเป็นการทำผิดสัญญาจ้างแรงงานต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญา ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันนั้น เห็นว่า สัญญาค้ำประกันเป็นสัญญาที่ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดเพียงฝ่ายเดียว การตีความให้ผู้ค้ำประกันรับผิดจึงต้องเป็นไปโดยเคร่งครัด

จะตีความไปในทางขยายความรับผิดของผู้ค้ำประกันให้เกินเลยไปกว่าข้อความที่ปรากฏชัดแจ้งในสัญญาค้ำประกันไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้กับโจทก์ระบุว่า "ข้าพเจ้านางสาวเกษสุนี (จำเลยที่ 2)... ผู้ค้ำประกัน ซึ่งได้ทำสัญญาฉบับนี้ไว้ให้แก่บริษัทเอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (โจทก์) เพื่อเป็นการค้ำประกันในความเสียหายหรือความรับผิดที่นายปริญญา (จำเลยที่ 1) ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทฯ (โจทก์) ได้ก่อให้เกิดขึ้นไม่ว่าโดยเจตนาหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้บริษัทฯ (โจทก์) ได้รับความเสียหาย หรือต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายอันเกิดแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผู้ค้ำประกันขอให้สัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดตามที่เสียหายจริงแทนลูกจ้างจนหมดสิ้น โดยไม่มีข้อโต้แย้งหรือยกข้อกฎหมายใดๆ

มากล่าวอ้างเพื่อเป็นเหตุให้พ้นความรับผิดชอบ" เช่นนี้ เป็นสัญญาค้ำประกันที่ไม่มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดกรณีจำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากความเป็นลูกจ้างของโจทก์แล้วไปทำงานกับนายจ้างอื่นที่ประกอบธุรกิจการค้าลักษณะอย่างเดียวกันหรือที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ลาออกแล้วไปทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจการค้าลักษณะอย่างเดียวกันหรือที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับแต่สัญญาจ้างสิ้นสุดลง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วาสนา หงส์เจริญ · วิชัย เอื้ออังคณากุล · ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายชะยิน สุนทรสิงคาล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.2661/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ5511/2555
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ2147/2556
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกแรงงาน
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้