Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 838/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำสั่งของนายจ้างที่ลงโทษและภาคทัณฑ์ลูกจ้างระบุว่าลูกจ้างทำผิดวินัย และมีคำเตือนว่าหากลูกจ้างกระทำผิดวินัยข้อใดอีก นายจ้างจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย แต่คำสั่งดังกล่าวมิได้ระบุว่าลูกจ้างกระทำการใดที่ถือว่าเป็นการผิดวินัย ทั้งได้ระบุข้อวินัยที่อ้างว่าลูกจ้างทำผิดไว้ถึง 5 ข้อ เช่นนี้ จึงเป็นการเตือนที่กว้างเกินไป ลูกจ้างย่อมไม่อาจทราบและปรับปรุงตนเองเพื่อมิให้กระทำผิดซ้ำคำเตือนนี้ได้ นายจ้างจะอ้างว่าลูกจ้างทำผิดซ้ำคำเตือนดังกล่าวและเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ47(3) มิได้ลูกจ้างซึ่งเป็นพนักงานบริการมีหน้าที่ทำงานในลักษณะทั่วไปที่ใช้แรงงาน เช่น รักษาความสะอาด ยาม พนักงานเดินหนังสือ ได้รับคำสั่งให้มาทำหน้าที่เปิดปิดประตูสำนักงาน มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งโดยเคร่งครัด โดยมักจะมาเปิดประตูไม่ตรงตามเวลาที่กำหนด เช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 นายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 583 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 47

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำตำแหน่งพนักงานส่งเอกสาร เงินเดือน เดือนละ 2,650 บาท ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2530 จำเลยกลั่นแกล้งตัดเงินเดือนโจทก์เดือนละ 220 บาทเป็นเวลา 3 เดือน ต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน 2530 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีซึ่งโจทก์มิได้หยุดเป็นเวลา 9 วัน เงินค่าล่วงเวลาที่จำเลยสั่งให้โจทก์ทำงานก่อนเวลาวันละ 45 นาทีเป็นเวลา 2 เดือนครึ่ง สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างที่จำเลยตัดเงินเดือนโจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย ให้จำเลยชำระเงินสะสมที่จำเลยหักจากเงินเดือนของโจทก์ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 2,200 บาทโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างที่จำเลยตัดเงินเดือนโจทก์ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เพราะโจทก์กระทำผิดวินัยตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย โดยไม่เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งโดยชอบให้โจทก์ผลัดเปลี่ยนกันเปิดปิดประตูสำนักงานบริษัท กล่าวเท็จและรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา ละทิ้งการงานที่ได้รับมอบหมายจำเลยได้มีหนังสือลงวันที่ 19 มีนาคม 2530 ลงโทษและภาคทัณฑ์โจทก์เป็นเวลา 1 ปี แต่โจทก์คงทำผิดวินัยข้อเดิมอีกเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการพนักงานและฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว

ถือว่าเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ประกอบกับโจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วัน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์สำหรับค่าล่วงเวลานั้นโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องตามระเบียบการจ่ายเงินค่าล่วงเวลาของจำเลย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้อง เพราะโจทก์สละสิทธิไม่ลาพักผ่อนเอง ส่วนเงินสะสมโจทก์มีสิทธิเพียง 4,822.63 บาทเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนางวันทนาโดยไม่มาปฏิบัติหน้าที่ในเวลา 7.30 นาฬิกา จำเลยไม่มีสิทธิจะลงโทษตัดเงินเดือนและไม่อาจสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยถือว่าโจทก์ทำผิดซ้ำคำเตือนพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมด้วยดอกเบี้ย ให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างที่จำเลยตัดเงินเดือน ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมด้วยดอกเบี้ย และให้ชำระเงินสะสมแก่โจทก์ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ได้ความว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำของจำเลย ทำหน้าที่พนักงานส่งหนังสือ ต่อมาจำเลยมีคำสั่งจัดให้โจทก์เป็นพนักงานบริการซึ่งตามระเบียบว่าด้วยการพนักงานของจำเลยหมายถึงพนักงานที่ทำงานในลักษณะทั่วไปที่ใช้แรงงาน เช่น พนักงานรักษาความสะอาดพนักงานรักษาความปลอดภัย ยาม พนักงานเดินหนังสือ เป็นต้น หลังจากนั้นนางวันทนาซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ มีคำสั่งให้โจทก์กับนายศุภชัย มาทำหน้าที่เปิดปิดประตูสำนักงานโดยผลัดกันคนละ 1เดือน โจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งโดยเคร่งครัด มักจะมาเปิดประตูไม่ตรงตามเวลาที่กำหนด จำเลยจึงมีคำสั่งลงโทษตัดเงินเดือนและภาคทัณฑ์โจทก์เป็นเวลา 1 ปี ต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน2530 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์

จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่นางวันทนาผู้บังคับบัญชาของโจทก์สั่งให้โจทก์มาเปิดปิดประตูสำนักงาน โจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งโดยเคร่งครัด จำเลยย่อมมีสิทธิลงโทษและภาคทัณฑ์โจทก์ได้ และเมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำเตือน (หนังสือลงโทษภาคทัณฑ์) จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

พิเคราะห์แล้ว คำสั่งของจำเลยที่ลงโทษและภาคทัณฑ์โจทก์ นั้นระบุว่าโจทก์มีความผิดทางวินัยตามระเบียบว่าด้วยการพนักงาน 2528 จำนวน 5 ข้อ คือ ข้อ 4.1 (2),4.1 (3), 4.1 (5), 4.1 (8) และ 4.1 (13) และมีคำเตือนว่าหากโจทก์กระทำผิดวินัยข้อใดก็ตามในบริษัทฯ อีก หลังจากที่บริษัทฯได้ประกาศตักเตือนเป็นคำสั่งฉบับนี้แล้ว บริษัทฯ อาจเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยต่อมาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2530 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าหลังจากจำเลยได้มีคำสั่งลงโทษและภาคทัณฑ์ดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังมิได้ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นยังคงกระทำผิดในข้อเดิมอีก คือไม่ให้ความเคารพเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาฯ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยศาลฎีกาเห็นว่า

คำสั่งของจำเลยซึ่งจำเลยอุทธรณ์อ้างว่าเป็นคำเตือนตามนั้นมิได้ระบุว่าโจทก์กระทำการใดที่จำเลยถือว่าเป็นการผิดวินัยของพนักงานรวม 5 ข้อ คำสั่งของจำเลยดังกล่าวเพียงแต่ระบุว่าโจทก์ทำผิดวินัยข้อใดบ้างเท่านั้น ทั้งได้ระบุข้อที่ทำผิดไว้ถึง 5 ข้อ จึงเป็นการเตือนที่กว้างเกินไป โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างย่อมไม่อาจทราบและปรับปรุงตนเองเพื่อมิให้กระทำผิดซ้ำคำเตือนนี้ได้ กรณีนี้จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ทำผิดซ้ำคำเตือน จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47 (3) เมื่อปรากฏว่าหนังสือเตือนครั้งแรกเป็นการเตือนที่กว้างเกินไปดังกล่าว จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าโจทก์ทำผิดซ้ำคำเตือนได้เมื่อเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแต่อย่างไรก็ตาม

การที่โจทก์ได้รับคำสั่งให้มาเปิดปิดประตูสำนักงานแล้วมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งโดยเคร่งครัดดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · จุนท์ จันทรวงศ์ · จำนง นิยมวิภาต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7038/2544

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ 2 และข้อ 47 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 583 หมายความว่า ลูกจ้างคือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างโดยรับค่าจ้าง ทั้งนี้ ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2417/2544

ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ 2 และข้อ 47 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 583 บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว หมายความว่า ลูกจ้างคือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างโดยได้รับค่าจ้าง ทั้งนี้ลูกจ้างต้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1896/2543

โจทก์ทำงานอยู่แผนกจัดส่ง มีหน้าที่รับส่งและบรรจุน้ำมันลงถังการที่ ว. หัวหน้าแผนกซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์สั่งให้โจทก์ไปตักน้ำมัน และไขน้ำมันจากท่อน้ำรวมในโรงงานซึ่งมีน้ำสกปรกไหลผ่าน เป็นการสั่งให…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1244/2541

ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 4.7 กำหนดเรื่องการขาดงาน ถือเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลที่สมควร จะถูกพิจารณาโทษทางวินัย คือ ขาดงานครั้งแรกไม่จ่ายค่าจ้างในวันขาดงานและออกหนังสือเตือนคร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2541

การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ห้ามทะเลาะวิวาทและกล่าววาจาที่ไม่สุภาพให้ร้ายต่อเพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชา ป. เป็นลูกจ้างของ ว. ป. จึงไม่ใช่ลูกจ้างจำเลย และไม่ไ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้