Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8398/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3835 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 446/2 ให้แก่โจทก์ และรับชำระราคาที่ดินจากโจทก์จำนวน 4,000,000 บาท โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าอากร และภาษีเงินได้ให้จำเลยรับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นประกันหนี้เงินกู้ประจำวงเงิน 4,000,000 บาท หนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน 4,000,000 บาท โดยโจทก์ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำขอดังกล่าว ให้ถือเอา

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3835 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 446/2 ให้แก่โจทก์ และรับชำระราคาที่ดินจากโจทก์จำนวน 4,000,000 บาท โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าอากร และภาษีเงินได้ให้จำเลยรับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นประกันหนี้เงินกู้ประจำวงเงิน 4,000,000 บาท หนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน 4,000,000 บาท โดยโจทก์ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำขอดังกล่าว ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย หากไม่อาจบังคับจำเลยได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 31,660,000 บาท

จำเลยให้การว่า ตามเจตนาระหว่างจำเลยกับโจทก์ เมื่อตกลงเงื่อนไขซื้อขายที่ดินกันได้แล้วยังจะต้องทำสัญญาเป็นหนังสือระหว่างกันอีก แต่โจทก์และจำเลยไม่มีการติดต่อกัน ดังนั้น จึงไม่มีสัญญาเกิดขึ้น และค่าเสียหายไม่ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3835 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินแก่โจทก์ และรับชำระราคาที่ดินตามเงื่อนไขที่จำเลยเป็นผู้ทำคำเสนอไว้ในหนังสือฉบับลงวันที่ 22 สิงหาคม 2532 หากโอนไม่ได้ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินรวม 28,700,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำเสนอของจำเลยตามเอกสารหมาย จ. 7 และคำสนองรับของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ. 8 ก่อให้เกิดสัญญาขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีหนังสือถึงโจทก์ ฉบับลงวันที่ 22 สิงหาคม 2532 ตามเอกสารหมาย จ. 7 มีใจความว่า จำเลยไม่อาจตกลงตามข้อเสนอของโจทก์ แต่จำเลยตกลงจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ในราคา 12,000,000 บาท และเสนอเงื่อนไขขึ้นหลายอย่าง เช่นเรื่องค่าธรรมเนียมการโอน การเก็บรักษาเครื่องจักรที่นำยึดไว้ กำหนดให้โจทก์ต้องเข้าร่วมประมูล สู้ราคาในการขายทอดตลาดเครื่องจักรนั้น กับจำเลยจะให้สินเชื่อแก่โจทก์ประเภทเงินกู้ประจำ จำนวน 4,000,000 บาท กับวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีอีก 4,000,000 บาท เป็นต้น และในหนังสือของจำเลยดังกล่าว

ตอนท้ายมีข้อความระบุว่า จำเลยรับรองจะผูกพันตามข้อเสนอดังกล่าวเพียง 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือ ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2532 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลย ตามเอกสารหมาย จ. 8 ตอบตกลงตามหลักเกณฑ์ที่ทางจำเลยแจ้งมาทุกประการ และแจ้งว่าบริษัทชินกฤติ์ จำกัด จะเป็นผู้เข้าทำนิติกรรมกับจำเลย และก่อนหน้านี้โจทก์ทำหนังสือถึงจำเลยเสนอขอซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคา 12,000,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ. 6 ในหนังสือฉบับนี้ ก็มีข้อความระบุว่าหากจำเลยตกลงตามหลักการของโจทก์ที่เสนอนั้น ก็ขอให้จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้า 30 วัน เพื่อจะได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมารับโอนทรัพย์ดังกล่าวจากจำเลยเช่นกัน หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2532 โจทก์ได้ดำเนินการเปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารจำเลย ในนามบริษัทชินกฤติ์

จำกัด ตามเอกสารหมาย จ. 16 และในคราวที่โจทก์ร้องเรียนต่อประธานกรรมการธนาคารจำเลยเรื่องที่จำเลยได้บิดพลิ้วการจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ ซึ่งในหนังสือฉบับนี้ โจทก์ได้กล่าวถึงว่าทางโจทก์จดทะเบียนเป็นบริษัทชินกฤติ์ จำกัด ขึ้นเพื่อดำเนินการโครงการที่กำหนด กับได้เปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารจำเลยไว้เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2532 และตอนที่โจทก์มีหนังสือแจ้งกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยมีหนังสือแจ้งตอบโจทก์ตามเอกสารหมาย จ. 3 ว่าจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ได้ เนื่องจากระยะเวลาได้ล่วงเลย ตามที่จำเลยแจ้งไว้ในหนังสือเอกสารหมาย

จ. 7 เท่านั้น จากหนังสือติดต่อระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าว จำเลยไม่เคยโต้แย้งหรือทักท้วงว่าจะไม่ยินยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บริษัทชินกฤติ์ จำกัด ดังที่โจทก์แจ้งไว้ โดยอ้างเหตุว่าจำเลยมีเจตนาทำคำเสนอจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์โดยเฉพาะเจาะจงเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือบริษัทชินกฤติ์ จำกัด เป็นผู้เข้าทำสัญญาจะซื้อขายทรัพย์ดังกล่าวก็ไม่น่ามีผลแตกต่างกันเพราะบริษัทชินกฤติ์ จำกัด ที่โจทก์จัดตั้งขึ้น ตามเอกสารหมาย จ. 17 ก็มีชื่อโจทก์กับนางวารุณี ชินสุวพลา พี่สาวโจทก์เป็นกรรมการร่วมกันเพียง 2 คน ซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันกระทำการแทนบริษัทได้

ดังนั้น พฤติการณ์แห่งคดีที่โจทก์จำเลยมีนิติสัมพันธ์ต่อกันดังกล่าว พิจารณาประกอบหลักการตีความการแสดงเจตนา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 ที่ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าตัวอักษร และหลักการตีความสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 ที่ให้ตีความตามความประสงค์ในทางสุจริตแล้ว ต้องถือว่าคำเสนอของจำเลยและคำสนองรับของโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ. 7 และ จ. 8 ตามลำดับถูกต้องตรงกัน สัญญาจะซื้อขายทรัพย์พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยได้เกิดขึ้นโดยบริบูรณ์ มีผลผูกพันจำเลยแล้ว แม้จะยังไม่ได้ทำเป็นหนังสือสัญญาต่อกันก็มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยโอนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ตามฟ้องได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า

เมื่อคำสนองรับของโจทก์เป็นการพ้นวิสัยที่จำเลยจะปฏิบัติได้ ความเสียหายของโจทก์ไม่เกิดขึ้น และโจทก์มิได้แสดงให้ปรากฏว่าโจทก์มีภาระใดอันจะเกิดความเสียหายในกรณีที่จำเลยไม่ตกลงโอนขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ โจทก์จึงเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อฟังว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยจำเลยปฏิเสธไม่ยอมโอนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ย่อมเป็นการกระทำที่ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 28,700,000 บาท ในกรณีที่จำเลยโอนขายที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ไม่ได้นั้น ทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่า ปัจจุบัน ที่ดินพิพาทมีราคาซื้อขายตารางวาละ 30,000 บาท เป็นราคาที่ดินทั้งแปลง 27,660,000 บาท และสิ่งปลูกสร้างมีราคา 3,000,000 บาท

เท่านั้น แต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นชัดเจนว่าหากจำเลยโอนขายที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ไม่ได้ โจทก์จะต้องได้รับความเสียหายอย่างไร เป็นจำนวนเท่าใด ดังนี้ ค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้ดังกล่าวจึงสูงเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้ลดต่ำลง โดยกำหนดให้เพียงจำนวน 1,500,000 บาท

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยโอนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ไม่ได้ ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,500,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์ · สมชัย สายเชื้อ · วิรักษ์ เอื้ออังกูร
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายเอกชัย ชินณพงศ์
ศาลอุทธรณ์ - นายพิชัย คุ้มพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5678/2545

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 ให้ตีความสัญญาไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิจารณาถึงปกติประเพณีด้วย และตามมาตรา 171 ในการตีความการแสดงเจตนา ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร เมื่อข้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1037/2540

โจทก์ได้ทำสัญญามัดจำซื้อขายที่ดินจำนวน 6 แปลง จากจำเลยในราคา 1,200,000 บาท โดยในวันดังกล่าวโจทก์ได้วางเงินมัดจำให้แก่จำเลยจำนวน 350,000 บาท และจะจัดการโอนที่ดินต่อเจ้าพนักงานภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่ว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4765/2567

โจทก์ประกอบธุรกิจในการซื้อขายทรัพย์สิน ที่ดินของจำเลยทั้งห้าอยู่ในเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยสภาพของทำเลที่ตั้งเห็นได้ว่าเป็นที่ดินที่มีราคาสูง ซึ่งจำเลยทั้งห้าย่อมทราบดี เชื่อว่าโจทก์และจำเลยทั้งห้า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3416/2566

การตีความสัญญาต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 คือต้องถือหลักตามความเข้าใจของทั้งสองฝ่ายจะถือเอาเจตนาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวไม่ได้ นอกจากนี้ กา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3031/2566

ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์และจำเลยภายหลังหย่าเป็นความตกลงระงับข้อพิพาทที่โจทก์และจำเลยไม่อาจรักษาสถานภาพของการสมรสที่มีต่อกันไว้ได้ด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่ต้องตีความไปต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้