Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 1649 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่จะมีอำนาจและหน้าที่จัดการทำศพผู้ตายได้ จะต้องเป็นผู้จัดการมรดกที่ผู้ตายได้ตั้งไว้ คดีนี้ ปรากฏว่าศาลได้ตั้งโจทก์ที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย หาใช่ผู้ตายตั้งโจทก์ที่ 3 ไม่ ดังนั้น โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีอำนาจและหน้าที่จัดการทำศพผู้ตาย แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโจทก์ที่ 3 จัดการและใช้จ่ายในการปลงศพผู้ตาย โจทก์ที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันจ่ายค่าทำศพให้โจทก์ที่ 3 ส่วนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกจึงเป็นผู้มีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพ ป.พ.พ. มาตรา 433 บัญญัติให้ผู้ทำละเมิดรับผิดใช้ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นด้วย ซึ่งการกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวศาลจะต้องพิเคราะห์ถึงค่าปลงศพตามประเพณีและตามฐานานุรูปของผู้ตาย มิใช่ผู้ทำละเมิดต้องรับผิดทั้งหมด การกำหนดค่าขาดไร้อุปการะศาลย่อมกำหนดตามฐานะของผู้ตายและฐานะของผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู และต้องพิจารณาว่าหากผู้ตายมีชีวิตอยู่จะให้อุปการะเลี้ยงดูได้เพียงใดและเป็นเวลานานเท่าใด อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 โดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ และศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสามตามสิทธิของแต่ละคน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินข้างต้นพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม 4,230,357.24 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,936,721 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด เข้าร่วมเป็นจำเลย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,043,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์ทั้งสาม (ฟ้องวันที่ 19 ธันวาคม 2543) โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดเป็นเงินจำนวน 186,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 และจำเลยร่วมใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งสาม) ชนะคดี ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,581,014 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์ทั้งสาม โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดจำนวน 186,667 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับทั้งฝ่ายโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน ทน 767 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 มีจำเลยร่วมเป็นผู้รับประกันภัย โดยประมาทเลินเล่อเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ธ - 3099 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับ มีจำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของรถ และจำเลยที่ 5 เป็นผู้รับประกันภัย เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันดังกล่าวเสียหลักไปเฉี่ยวชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน พล 7785 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหาย โจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ พันเอกเอนกซึ่งนั่งโดยสารมาในรถได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา โจทก์ที่ 1 ซึ่งนั่งโดยสารมาในรถและเป็นภริยาของพันเอกเอนกได้รับบาดเจ็บและต้องขาดไร้อุปการะ และโจทก์ทั้งสามเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพพันเอกเอนก

จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนเชิด ส่วนจำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับ คดีในส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 และคดีอาญาที่โจทก์ที่ 2 เป็นโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นจำเลย ข้อเท็จจริงยุติว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ก่อเหตุแต่ผู้เดียว ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9431/2552

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า ค่ารักษาพยาบาลของพันเอกเอนก ผู้ตาย มีเพียงใด ภายหลังเกิดเหตุผู้ตายอยู่ในภาวะไม่รู้สึกตัว ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะด้านขวามีบาดแผลฉีกขาด ตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์พบว่าสมองช้ำและเลือดออกในสมอง แพทย์ผ่าตัดสมอง เจาะคอเพื่อช่วยการหายใจ ให้น้ำเกลือและให้อาหารทางสายยาง ผู้ตายรักษาตัวเป็นเวลา 7 เดือน จึงถึงแก่ความตาย ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผล ใบรับรองแพทย์ มรณบัตรใบรับรองการตาย และเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 1,914,316 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน เห็นว่า แม้จะได้ความว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตายมีโรคประจำตัวป่วยเป็นโรคเบาหวาน และมรณบัตร ระบุสาเหตุการตายว่ามีโรคเบาหวานรวมอยู่ด้วย แต่นายแพทย์อำนาจทำการชันสูตรพลิกศพและตรวจศพแล้วระบุในใบรับรองการตายว่า

การทำงานของหัวใจล้มเหลว สมองช้ำและฉีกขาด โดยเข้ารับการรักษาพยาบาลนับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2543 เป็นเวลา 7 เดือนเศษ ทั้งรายการค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นค่ายา ค่าตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ค่าตรวจรักษา ค่าเครื่องช่วยหายใจ และค่าบริการห้องพิเศษ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาการบาดเจ็บของผู้ตายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 รวมเป็นเงิน 1,914,316 บาท โดยโจทก์ทั้งสามไม่อาจนำสืบแยกแยะได้ว่าค่ารักษาพยาบาลจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เป็นเงินแน่นอนจำนวนเท่าใด เพราะมีค่ารักษาโรคประจำตัวคือโรคเบาหวานรวมอยู่ด้วย แต่หากผู้ตายไม่ได้รับบาดเจ็บจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 การรักษาโรคเบาหวานก็เป็นการดูแลรักษาไปตามอาการ และจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบและถามค้านพยานโจทก์ทั้งสามให้เห็นเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงินเพียง 500,000 บาท นั้น ต่ำเกินไป จึงเห็น สมควรกำหนดค่ารักษาพยาบาลของผู้ตายเพิ่มอีก 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,000,000 บาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นๆ มีเพียงใด โดยโจทก์ทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามเสียค่าใช้จ่ายในการปลงศพมากกว่า 200,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายในพิธีพระราชทานเพลิงศพ 300,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ที่ 3 มีอำนาจฟ้องเรียกค่าปลงศพของพันเอกอเนกหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกซึ่งผู้ตายตั้งไว้ย่อมมีอำนาจและหน้าที่ในอันที่จะจัดการทำศพของผู้ตาย เว้นแต่ผู้ตายจะได้ตั้งบุคคลอื่นไว้โดยเฉพาะให้จัดการดั่งว่านั้น" และวรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าผู้ตายมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือบุคคลใดไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพ หรือทายาทมิได้มอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพ

บุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด เป็นผู้มีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพ เว้นแต่ศาลจะเห็นเป็นการสมควรตั้งบุคคลอื่นให้จัดการเช่นนั้น ในเมื่อบุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งร้องขอขึ้น" เห็นว่า บทกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติโดยชัดแจ้งแล้วว่า ผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่จะมีอำนาจและหน้าที่จัดการทำศพผู้ตายได้ จะต้องเป็นผู้จัดการมรดกที่ผู้ตายได้ตั้งไว้ สำหรับคดีนี้ ปรากฏว่าศาลได้ตั้งโจทก์ที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกพันเอกอเนกผู้ตาย หาใช่พันเอกอเนกตั้งโจทก์ที่ 3 ไม่ ดังนั้น โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีอำนาจและหน้าที่จัดการทำศพพันเอกอเนกผู้ตาย แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโจทก์ที่ 3 จัดการและใช้จ่ายในการปลงศพพันเอกอเนกผู้ตาย

โจทก์ที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันจ่ายค่าทำศพให้โจทก์ที่ 3 ส่วนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกจึงเป็นผู้มีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 บัญญัติให้ผู้ทำละเมิดรับผิดใช้ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นด้วย ซึ่งการกำหนดค่าเสียหายดังกล่าวศาลจะต้องพิเคราะห์ถึงค่าปลงศพตามประเพณีและตามฐานานุรูปของผู้ตาย มิใช่ผู้ทำละเมิดต้องรับผิดทั้งหมด โจทก์ทั้งสามมีใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ 7 วัน และการทำบุญครบรอบ 30 วัน 50 วัน และ 100 วัน ค่าอาหารเลี้ยงผู้ที่มาร่วมงานศพ ค่าหนังสือพิมพ์โฆษณางานศพ รวมเป็นเงิน 227,779 บาท และมีใบเสร็จรับเงินค่าจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ เมื่อคำนึงถึงประเพณีการจัดการศพและฐานานุรูปของผู้ตายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นเป็นเงิน 200,000 บาท เหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 1 มีเพียงใด เห็นว่า การกำหนดค่าขาดไร้อุปการะศาลย่อมกำหนดตามฐานะของผู้ตายและฐานะของผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู และต้องพิจารณาว่าหากผู้ตายมีชีวิตอยู่จะให้อุปการะเลี้ยงดูได้เพียงใดและเป็นเวลานานเท่าใด ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ตายเป็นข้าราชการบำนาญขณะเกิดเหตุมีอายุ 73 ปี ได้รับเงินเดือนเดือนละ 20,000 บาทเศษ และโจทก์ที่ 1 มีอายุ 72 ปี ไม่ได้ประกอบอาชีพ ที่ศาลอุทธรณ์พิจารณากำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้เป็นเวลา 8 ปี อัตราเดือนละ 7,000 บาท เป็นอัตราประมาณ 1 ใน 3 ส่วนของรายได้ผู้ตายนับว่าเหมาะสมตามสมควรและตามฐานะของผู้ตายและโจทก์ที่ 1 แล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 โดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ และศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสามตามสิทธิของแต่ละคน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่ารักษาพยาบาลและค่าอุปกรณ์เครื่องใช้ผู้ป่วย 1,027,347 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม ใช้ค่าปลงศพ 200,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าขาดไร้อุปการะ 672,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสื่อมราคารถ 175,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และใช้ค่ารักษาพยาบาล 6,667 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวทุกจำนวน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นของโจทก์ที่ 3 ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรูญ ชีวิตโสภณ · วิรุฬห์ แสงเทียน · บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นางพิทยลักษณ์ บุญชู สุวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ - นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พณ.133/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ11163/2543
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ4175/2546
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกพาณิชย์และเศรษฐกิจ
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้