คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 224,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 31,679 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาแทนตามสัญญาเช่าซื้อเป็นเงิน 45,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2559 จำเลยที่ 1 ทำคำเสนอขอเช่าซื้อรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า จากโจทก์ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำคำเสนอขอทำหนังสือยินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2559 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวจากโจทก์ในราคาเช่าซื้อ 731,574 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) กำหนดชำระ 72 งวด งวดละ 10,160.75 บาท มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญายินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญา จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 9 งวดเศษ รวมเป็นเงิน 101,369.79 บาท แล้วผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 10 ประจำวันที่ 5 มิถุนายน 2560 ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนแก่โจทก์
โจทก์นำรถยนต์ออกประมูลขายเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วได้ราคา 436,252.34 บาท คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามสัญญายินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่โจทก์กับจำเลยทั้งสามจะทำสัญญากัน ได้มีการตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ขึ้นโดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยค้ำประกันหลายมาตรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ยกเลิกมาตรา 691 (เดิม) และเพิ่มเติมมาตรา 681/1 ซึ่งบัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งว่า ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ค้ำประกันมีสถานะเป็นลูกหนี้ชั้นที่สองอย่างแท้จริง จึงห้ามเจ้าหนี้ทำสัญญาให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมในหนี้ที่ตนเป็นผู้ค้ำประกัน แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้มีผลกระทบต่อการทำสัญญาอื่นที่ไม่ใช่สัญญาค้ำประกัน
กรณีจึงต้องพิจารณาเสียก่อนว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นสัญญาประเภทใด ซึ่งในการตีความสัญญานั้นนอกจากตีความจากข้อความที่เขียนไว้ในสัญญาแล้วยังต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญายิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรและต้องเป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปรกติประเพณีด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 และมาตรา 368 ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนทำสัญญาเช่าซื้อและสัญญายินยอมร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร