คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินโฉนดที่ 2218 เป็นของบรรพบุรุษแล้วเป็นมรดกตกทอดมายังโจทก์ จำเลย และได้แบ่งมรดกปกครองเป็นส่วนสัดตลอดมา เมื่อประมาณ 34 ปีมานี้ เจ้าพนักงานไปรังวัด บรรดาญาติพี่น้องตกลงให้บิดาจำเลยลงชื่อในโฉนด ส่วนที่ดินต่างปกครองมาตามเดิม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลแสดงว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ตามที่ปกครองมา และขอแบ่งแยกโฉนดศาลชั้นต้นฟังว่า โจทก์อาศัย จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อที่จำเลยฎีกาว่า ตามเอกสารปรากฏว่านางพลับ (มารดาและทวดโจทก์) ยังมีชีวิตอยู่ขณะนายเพ็ชร (บิดา จำเลย) นำรังวัดที่ดิน (เพื่อออกโฉนด) เป็นการขัดแย้งกับฟ้องและคำพยานโจทก์นั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องอ้างกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นมรดกซึ่งต้นตระกูลของฝ่ายโจทก์ได้ปกครองมาแล้ว โจทก์จึงปกครองสืบมา ฉะนั้นนางพลับตายก่อนหรือภายหลังนายเพ็ชร์นำเจ้าพนักงานรังวัด ก็ไม่เป็นข้อสำคัญแห่งฟ้อง และไม่เป็นเหตุให้โจทก์แพ้คดี ส่วนข้อเท็จจริงเห็นชอบด้วยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึง
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน