Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 860/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อปรากฏตามคำร้องของจำเลยว่าจำเลยได้ขอให้ศาลชั้นต้นแต่งตั้งทนายความให้ตลอดมาจนกระทั่งสืบพยานจำเลยเสร็จ แต่ศาลชั้นต้นก็ไม่ได้แต่งตั้งทนายความให้จำเลย ซึ่งหากจำเลยเห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคสอง จำเลยต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องเพื่อให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันทราบกระบวนพิจารณานั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แต่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด คำร้องของจำเลยย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยยื่นคำร้องว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่าจะรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ได้มี พ.ร.บ.ล้างมลทินฯ พ.ศ.2550 ใช้บังคับ ขอให้งดเพิ่มโทษ โดยจำเลยยื่นคำร้องหลังจากที่ศาลชั้นต้น อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 และก่อนที่จำเลยจะยื่นฎีกา เมื่อคำร้องดังกล่าวเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี มิใช่เป็นการฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลล่างที่มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้พิจารณาและพิพากษาคดีใหม่และไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว หากศาลชั้นต้นสั่งเป็นประการใดแล้ว จำเลยจึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อมาได้เป็นลำดับ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับเป็นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 เมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่ พ.ร.บ.ล้างมลทิน ฯ พ.ศ.2550 ใช้บังคับ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตาม มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 2 พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ป.วิ.อ. มาตรา 15 ป.วิ.อ. มาตรา 173 ป.วิ.อ. มาตรา 195 ป.วิ.อ. มาตรา 225 ป.วิ.พ. มาตรา 27

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2550

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 240, 265, 334, 335 (1) วรรคแรก ฐานปลอมเงินตรา จำคุก 12 ปี ฐานปลอมเอกสารราชการ จำคุก 6 เดือน ฐานลักทรัพย์ จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 24 กระทง จำคุก 24 ปี รวมทุกกระทงจำคุก 36 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 48 ปี 8 เดือน จำเลยรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 78 คงจำคุก 24 ปี 4 เดือน ริบของกลาง และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 348,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย วันที่ 20 พฤษภาคม 2551 จำเลยยื่นคำร้องว่า ในวันสอบคำให้การจำเลยแถลงต่อศาลว่า จำเลยไม่มีทนายความ ขอให้ศาลตั้งทนายความให้จำเลยแต่ศาลชั้นต้นมิได้ตั้งทนายความให้จำเลยและทำการสืบพยานโจทก์ไป จำเลยได้โต้แย้งต่อศาลชั้นต้นตลอดมา แต่ศาลชั้นต้นไม่รับฟัง และสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จ อันมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิจารณาพิพากษาคดีของจำเลยใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลได้ดำเนินกระบวนพิจารณาตามกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่อีก ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 6 กันยายน 2550 ศาลชั้นต้นได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยไม่ต้องการทนายความและขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง จำเลยลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาโดยไม่คัดค้านการดำเนินกระบวนพิจารณาว่าไม่ถูกต้อง ต่อมามีการสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้คัดค้าน ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสองแล้ว ให้ยกคำร้องและให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาคำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอพิจารณาและพิพากษาคดีใหม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีของจำเลยใหม่หรือไม่ เห็นว่า คำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 อ้างว่า ในวันสอบคำให้การ จำเลยแถลงต่อศาลว่า จำเลยไม่มีทนายความ ขอให้ศาลตั้งทนายความให้จำเลยแต่ศาลชั้นต้นมิได้ตั้งทนายความให้จำเลยและทำการสืบพยานโจทก์ไป โดยจำเลยได้โต้แย้งต่อศาลชั้นต้นตลอดมา แต่ศาลชั้นต้นไม่รับฟัง และสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จอันมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิจารณาและพิพากษาคดีของจำเลยใหม่ ดังนี้ คำร้องของจำเลยดังกล่าวพอแปลเจตนารมณ์ได้ว่า

จำเลยประสงค์ขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบที่ศาลชั้นต้นไม่ได้แต่งตั้งทนายความให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น เมื่อปรากฏตามคำร้องของจำเลยว่า จำเลยได้ขอให้ศาลชั้นต้นตั้งทนายความให้จำเลยตลอดมาจนกระทั่งสืบพยานจำเลยเสร็จ แต่ศาลชั้นต้นก็ไม่ได้แต่งตั้งทนายความให้จำเลยซึ่งหากจำเลยเห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง แล้ว

จำเลยต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องเพื่อให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันทราบกระบวนพิจารณานั้น แต่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 จึงล่วงพ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด คำร้องของจำเลยย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 มีนาคม 2552 ว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่าจะรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ โทษที่โจทก์นำมาเป็นเหตุเพิ่มโทษซึ่งจำเลยได้กระทำความผิดก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วตั้งแต่ปี 2546 จึงถูกลบล้างไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ขอให้งดเพิ่มโทษให้แก่จำเลย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลรับฎีกาคำสั่งของจำเลยแล้วเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2552 จำเลยยื่นคำร้องมีลักษณะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมฎีกา โดยยื่นภายในกำหนดเวลาที่ขอขยาย จึงรับเป็นคำร้องแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยนั้น

เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องหลังจากที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 และก่อนที่จำเลยจะยื่นฎีกา เมื่อคำร้องของจำเลยดังกล่าวเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี ซึ่งมิใช่เป็นการฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำสั่งของศาลล่างทั้งสองที่มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้พิจารณาและพิพากษาคดีใหม่และไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแต่ประการใด จึงเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นต้องพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว หากศาลชั้นต้นสั่งเป็นประการใดแล้ว จำเลยจึงจะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อมาได้เป็นลำดับ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับเป็นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้าง และแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

ประกอบมาตรา 225 จึงเห็นควรวินิจฉัยและมีคำสั่งคำร้องของจำเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อน เห็นว่า แม้ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ฐานรับของโจรของศาลชั้นต้น และจำเลยพ้นโทษคดีดังกล่าวแล้วกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษก็ตาม แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ดังนั้น เมื่อความผิดที่ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลยที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษจำเลยได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติข้างต้นใช้บังคับ จำเลยย่อมได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน โดยไม่เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จำคุกจำเลย 36 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 18 ปี 3 เดือน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · สิทธิชัย พรหมศร · จักร อุตตโม
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายภาคภูมิ ปิยะตระภูมิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - ไม่ปรากฏชื่อ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.4626/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ2927/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ5249/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8970/2561

ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยกระทำความผิดในคดีก่อนเมื่ออายุ 14 ปีเศษและจำเลยได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 จึงเพิ่มโทษจำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3114/2556

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2551 ซึ่ง พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับแล้ว เมื่อความผิดที่โจทก์อาศัยเป็นเหตุ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4268/2552

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกระทำความผิดด้วย ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหายตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5715/2538

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ทนายจำเลยที่ 1 ที่ศาลตั้งให้ได้เสียชีวิตลงก่อนสืบพยานจำเลย และศาลชั้นต้นไม่ได้ตั้งทนายให้จำเลยที่ 1 อีกเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่มีทนายแก้ต่างจนศาลชั้นต้นสั่งตัดพยานจำเลยที่ 1 นั้น ใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4443/2565

การขอขยายระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลมีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย จำเลยยื่นคำร้องขอ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้