Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8604/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อความในสัญญาซื้อขายที่ดิน น.ส.3 ฉบับพิพาทแสดงให้เห็นว่าเป็นการแบ่งขาย มิใช่ขายทั้งแปลง และมิได้ระบุว่าแบ่งขายเนื้อที่เท่าใด ไม่ปรากฏว่าที่ดินที่ตกลงซื้อขายกันราคาไร่ละเท่าใด ไม่สามารถคำนวณเป็นเนื้อที่ได้ว่า ตกลงขายเนื้อที่เท่าใด คู่สัญญามิได้ตกลงส่งมอบที่ดินพิพาทกันในวันทำสัญญา แต่จะส่งมอบกันหลังจากทำสัญญาแล้ว 5 เดือนเศษ สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังมิได้โอนไปยังผู้จะซื้อตามสัญญาดังกล่าว จำเลยมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ทำกินต่างดอกเบี้ยเงินกู้ยืม โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะครอบครองแทนจำเลยสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของจำเลยอยู่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 192 ตำบลเหล่า อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนชื่อจำเลยออกจากการเป็นเจ้าของที่ดินและใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของแทน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 192 ตำบลเหล่า อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ถึงแก่กรรม นางคำเซี่ยนหรือเซี่ยน นันตะมาตร์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ทำกินต่างดอกเบี้ยจริงหรือไม่ และสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตกเป็นของโจทก์ดังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 10,500 บาท ต่อมาจำเลยจะไปอยู่กับบุตรสาวที่กรุงเทพมหานคร โจทก์กลัวจะไม่ได้เงินคืนจึงให้จำเลยทำสัญญาซื้อขายไว้ เมื่อศาลฎีกาตรวจพิเคราะห์หนังสือสัญญาซื้อขายแล้ว ปรากฏว่า วันที่ทำสัญญาคือวันที่ 28 กันยายน 2527 จำเลยเป็นผู้ขาย โจทก์เป็นผู้ซื้อ ในสัญญาข้อ 1 ระบุว่า ผู้ขายได้แบ่งขายที่ดินแปลง น.ส. 3 หมายเลขที่ดิน 126 เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท

? และยอมมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อวันที่ 1 มีนาคม 2528 และผู้ขายได้รับราคาดังกล่าวไปจากผู้ซื้อเสร็จแล้วตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2527 ตามข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เป็นการแบ่งขาย มิใช่ขายทั้งแปลง และมิได้ระบุว่าแบ่งขายเนื้อที่เท่าใด ระบุแต่เพียงว่าแบ่งขายจำนวน 40,000 บาท ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่าที่ดินที่ตกลงซื้อขายกันราคาไร่ละเท่าใด จึงไม่สามารถคำนวณเป็นเนื้อที่ได้ว่าตกลงขายเนื้อที่เท่าใด ในตอนต่อมาของสัญญาได้ระบุว่า จะมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อวันที่ 1 มีนาคม 2528 จึงเห็นได้ว่า วันทำสัญญาคือวันที่ 28 กันยายน 2527 และสัญญาระบุว่าผู้ขายได้รับราคาไปจากผู้ซื้อแล้วในวันที่ 28 กันยายน 2527 แต่จะมอบทรัพย์สินกันในวันที่ 1 มีนาคม 2528 ดังนี้แสดงว่า

คู่สัญญามิได้ตกลงส่งมอบที่ดินพิพาทกันในวันทำสัญญา แต่จะส่งมอบกันหลังจากทำสัญญาแล้ว 5 เดือนเศษ สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทจึงยังมิได้โอนไปยังโจทก์ตามสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท นอกจากนี้ยังได้ความจากนายดี แดนคำสาร พยานโจทก์ซึ่งเป็นกำนันตำบลเหล่าและเป็นผู้เขียนสัญญาเบิกความตอบคำถามค้านของทนายความจำเลยว่า ในวันทำสัญญาโจทก์ได้จ่ายเงินแก่จำเลยแต่ไม่ใช่ 50,000 บาท ตามหนังสือสัญญาซื้อขายระบุว่า แบ่งขายที่ดินไม่ใช่ขายทั้งแปลง เนื่องจากจำเลยขอไว้ และเบิกความต่อไปว่า ตามสัญญาระบุว่าจะมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อในวันที่ 1 มีนาคม 2528 นอกจากพยานหลักฐานดังกล่าว

ยังปรากฏในสารบัญจดทะเบียนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ว่า หลังจากทำหนังสือสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2527 แล้ว ในวันที่ 6 สิงหาคม 2533 จำเลยยังได้ไปจดทะเบียนไถ่ที่ดินพิพาทซึ่งขายฝากจากนายพิชัย วัฒนกิติกุล และในวันที่ 29 สิงหาคม 2533 จำเลยได้จำนองที่ดินพิพาทแก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2537 จำเลยได้ไถ่ถอนจำนองจากธนาคารกรุงไทย จำกัด อีกด้วย และจำเลยยังมีหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินพิพาทในปี 2533 และ 2534 มาแสดงว่าจำเลยยังมิได้ขายที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ดังที่โจทก์นำสืบ พยานหลักฐานจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า

จำเลยยังมิได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่ได้มอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ทำกินต่างดอกเบี้ยเงินกู้ยืม โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะครอบครองแทนจำเลย ดังนั้น สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของจำเลยอยู่ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิชา มั่นสกุล · ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · ยงยศ นิสภัครกุล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดมหาสารคาม - นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสามัคคี มณีรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1476/2561

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากพระภิกษุ ป. และเข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา แต่ที่ดินพิพาทกลับมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของ และมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับซื้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2544

การที่โจทก์จำเลยต่างมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกันครอบครองโดยเด็ดขาด เมื่อจำเลยโต้แย้งสิทธิครอบครองของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1962/2537

ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ผู้ตายขายให้แก่จำเลยแม้การซื้อขายจะเป็นโมฆะเพราะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่ามีเพียงสิทธิครอบครอง การที่ผู้ตายขายให้จำเลยย่อมเป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2311/2537

การซื้อขายที่ดินมือเปล่าย่อมกระทำได้โดยทำการตกลงและส่งมอบการครอบครองให้แก่ฝ่ายผู้ซื้อ เมื่อจำเลยและสามีตกลงขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่าให้แก่โจทก์และสามี พร้อมทั้งแสดงเจตนาสละการครอบครองที่ดิน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1297/2533

โจทก์และสามีโจทก์ซื้อ ที่ พิพาทซึ่ง มี น.ส. 3 จาก ก. โดยมิได้ ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงตกเป็นโมฆะแต่ ที่ พิพาทเป็นที่ดินยังไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ ก.ผู้ขายมีแต่ สิทธิค…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้