Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 861/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สิทธิและหน้าที่ในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2534มาตรา58สิทธิในการมีอากาศสะอาดบริสุทธิ์หายใจเพื่อสุขภาพพลานามัยและคุณภาพชีวิตที่ดีสิทธิในการได้รับความรื่นรมย์ตามธรรมชาติสิทธิที่จะปลอดจากความเสียหายและเดือดร้อนอันเกิดจากปัญหาน้ำท่วมปัญหาการจราจรติดขัดปัญหามลพิษทางอากาศปัญหาความร้อนที่ระบายจากตึกอาคารสูงล้วนเป็นสิทธิตามปกติธรรมดาของคนทั่วไปซึ่งมีสิทธิได้รับตามกฎหมายที่กำหนดอยู่แล้วจึงไม่ใช่เป็นสิทธิที่โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับความเสียหายเป็นพิเศษโจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องจำเลยทั้งสาม การที่โจทก์ทั้งเจ็ดขอทราบข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับรายงานการประชุมและมติในการพิจารณาสถานที่ทำงานของหน่วยราชการในเขตกรุงเทพมหานครและเมืองหลักรวมทั้งแบบแปลนการจัดพื้นที่การก่อสร้างอาคารและแผนการป้องกันแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจาก

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 421 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 มาตรา 35 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 มาตรา 48 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 มาตรา 58 ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.วิ.พ. มาตรา 142 ป.วิ.พ. มาตรา 246 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 6 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 43 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 45 ป.พ.พ. มาตรา 420 พระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 48 พระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 58 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 มาตรา 35 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 มาตรา 48 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 มาตรา 58

คำฟ้องและคำให้การ

สิทธิและหน้าที่ในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2534มาตรา58สิทธิในการมีอากาศสะอาดบริสุทธิ์หายใจเพื่อสุขภาพพลานามัยและคุณภาพชีวิตที่ดีสิทธิในการได้รับความรื่นรมย์ตามธรรมชาติสิทธิที่จะปลอดจากความเสียหายและเดือดร้อนอันเกิดจากปัญหาน้ำท่วมปัญหาการจราจรติดขัดปัญหามลพิษทางอากาศปัญหาความร้อนที่ระบายจากตึกอาคารสูงล้วนเป็นสิทธิตามปกติธรรมดาของคนทั่วไปซึ่งมีสิทธิได้รับตามกฎหมายที่กำหนดอยู่แล้วจึงไม่ใช่เป็นสิทธิที่โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับความเสียหายเป็นพิเศษโจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องจำเลยทั้งสาม การที่โจทก์ทั้งเจ็ดขอทราบข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับรายงานการประชุมและมติในการพิจารณาสถานที่ทำงานของหน่วยราชการในเขตกรุงเทพมหานครและเมืองหลักรวมทั้งแบบแปลนการจัดพื้นที่การก่อสร้างอาคารและแผนการป้องกันแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากจำเลยที่3แต่จำเลยที่3ไม่ให้ความร่วมมือและไม่แจ้งเหตุขัดข้องว่าเป็นข้อมูลหรือข่าวสารที่ถือว่าเป็นความลับเกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงแห่งชาติหรือเข้าข้อยกเว้นข้ออื่นที่ไม่ต้องเปิดเผยแต่อย่างใดจึงเป็นการกระทบสิทธิของโจทก์ทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ.ศ.2535มาตรา6และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯมาตรา48ทวิโจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีอำนาจฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องว่า

จำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาลไทยและเป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติโดยตำแหน่ง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของชาติและผู้มีอำนาจหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม และเป็นรองประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของชาติและเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยเป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลังคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติไว้เมื่อวันที่29 สิงหาคม 2532 ให้สงวนพื้นที่ลุ่ม

บึง สระ และแหล่งน้ำซึ่งมีอยู่ในพื้นที่ตามฟ้องไว้สำหรับเป็นพื้นที่รองรับน้ำและเก็บกักน้ำฝนเพื่อป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ในบริเวณซอยพหลโยธิน 7 และบริเวณพื้นที่ที่มีอาณาเขตติดต่อต่อเนื่องใกล้เคียง ซึ่งเป็นชุมชนที่โจทก์ทั้งเจ็ดและประชาชนตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัยและได้อาศัยใช้ประโยชน์จากพื้นที่ตามฟ้อง อันเป็นพื้นที่โล่งและเป็นพื้นที่สีเขียว ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2535 คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้จำเลยที่ 3 และกรมประชาสัมพันธ์ก่อสร้างอาคารที่ทำการซึ่งเป็นอาคารสูงเกินกว่าสิบชั้นขึ้นไปหลายหลังในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งจะทำให้สภาพอากาศในพื้นที่ดังกล่าวและบริเวณชุมชนใกล้เคียงเสื่อมเสียและด้อยคุณภาพลงเป็นอย่างมาก

เนื่องจากปัญหามลพิษที่จะเกิดขึ้นติดตามมา จึงเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการโต้แย้งและละเมิดสิทธิสาธารณะของโจทก์ทั้งเจ็ดและประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณชุมชนใกล้เคียง พื้นที่ตามฟ้องเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ สลับกับหนองน้ำขนาดเล็ก มีบึงน้ำขนาดใหญ่ คุณภาพน้ำในบึงยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้ามีน้ำขัง ระดับน้ำจะเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล มีพืชน้ำชนิดต่าง ๆ กระจายอยู่เป็นหย่อม ๆมีพันธุ์ไม้พื้นเมืองและพันธุ์ไม้ต่างประเทศ ต้นไม้ขนาดใหญ่และไม้พุ่มขนาดเล็กขึ้นคละกันไป ทั้งยังมีสัตว์ป่าบางชนิดสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก สัตว์น้ำ นกและแมลงมากมาย แตกต่างจากพื้นที่อื่นโดยทั่วไปในกรุงเทพมหานครควรแก่การอนุรักษ์

ประกาศกำหนดให้เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามนัยมาตรา 43 และ 44 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อสงวนไว้สำหรับการใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กันยายน2535 จึงเป็นการโต้แย้งและละเมิดสิทธิสาธารณะของโจทก์ทั้งเจ็ดและประชาชนพลเมืองทุกคน จะก่อให้เกิดการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศเสียง ฝุ่น ควัน อันมีสาเหตุจากยานพาหนะและการก่อสร้างอาคารที่ทำการจากความร้อนที่ระบายออกจากตึกสูงและเครื่องปรับอากาศของอาคารที่ทำการ จึงเป็นการจงใจทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดและประชาชนในบริเวณดังกล่าวได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ

เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดและประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงขอให้พิจารณาระงับการก่อสร้างอาคารที่ทำการของจำเลยที่ 3 และของหน่วยงานอื่น ๆของทางราชการดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้ขอทราบข้อมูลและข่าวสารโดยละเอียดเกี่ยวกับแบบแปลนแผนผังและการจัดพื้นที่สำหรับการก่อสร้างอาคารที่ทำการของจำเลยที่ 3 และหน่วยราชการอื่นที่เกี่ยวข้องดังกล่าว แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องไม่ได้ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับรายละเอียดของแบบแปลนแผนผังการก่อสร้างอาคารที่ทำการและการจัดพื้นที่แก่โจทก์ทั้งเจ็ดเท่าที่ควรและจำเลยที่ 3 ก็มิได้พิจารณาระงับการก่อสร้างอาคารที่ทำการของตนตามที่โจทก์ทั้งเจ็ดและประชาชนขอแต่อย่างใด

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 รวมทั้งประชาชนที่เกี่ยวข้องยังได้มีหนังสือถึงสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและบังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ขอให้พิจารณาดำเนินการเสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศกำหนดให้พื้นที่ตามฟ้องเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 43 และ 44 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 แต่ปรากฏสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมและจำเลยที่ 2 มิได้พิจารณาดำเนินการในเรื่องนี้ตามที่โจทก์ที่ 1 ร้องขอและมิได้ให้ข้อมูลและข่าวสารในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้โจทก์ทั้งเจ็ดและประชาชนอย่างเพียงพอแต่อย่างใดซึ่งเป็นการปฏิเสธสิทธิในการรับรู้ข้อมูลและข่าวสารของโจทก์ทั้งเจ็ดและประชาชนที่จะพึงมีตามมาตรา 6(1)

แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 โจทก์ที่ 1ขอให้จำเลยที่ 1 พิจารณาทบทวนและดำเนินการให้มีการเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2535 และพิจารณานำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติให้ประกาศกำหนดพื้นที่ตามฟ้องเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 แต่จำเลยที่ 1มิได้พิจารณานำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแต่อย่างใด จึงเป็นการกระทำและละเว้นการกระทำอันเป็นการทำลายหรือทำให้สูญหายและเสียหายแก่คุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นของรัฐและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีอยู่ในพื้นที่ตามฟ้อง ตามนัยมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

พ.ศ. 2535 และเป็นการโต้แย้งขัดขวางสิทธิสาธารณะของโจทก์ทั้งเจ็ดและประชาชนในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษขอให้ศาลพิพากษา ข้อ 1 เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่10 กันยายน 2535 หรือบังคับให้จำเลยที่ 1 นำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้พิจารณาเพิกถอนมติดังกล่าว ข้อ 2บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้นำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศกำหนดให้พื้นที่ตามฟ้องเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 43 และ 44 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 โดยมีข้อห้ามหรือข้อกำหนดให้ระงับการก่อสร้างอาคารของจำเลยที่ 3รวมทั้งของหน่วยราชการอื่นที่อาจจะมีต่อไปภายหน้า ข้อ 3 บังคับจำเลยที่ 3 ให้หยุดและระงับการดำเนินการในการขุด

กลบ ถมปรับสภาพพื้นที่ตามฟ้องและระงับการก่อสร้างอาคารที่ทำการของจำเลยที่ 3 และข้อ 4 บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้แจ้งข้อมูลและข่าวสารต่าง ๆ ในรายละเอียดแก่โจทก์ทั้งเจ็ดและประชาชนคือ 4.1 รายงานการประชุมและมติคณะกรรมการพิจารณาสถานที่ทำงานของหน่วยราชการในเขตกรุงเทพมหานครและเมืองหลักของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและของคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องนี้ 4.2รายละเอียดเกี่ยวกับแบบแปลนแผนผัง การจัดพื้นที่และแผนงานที่ดำเนินการอันเนื่องจากการก่อสร้างอาคารที่ทำการของจำเลยที่ 3รวมทั้งแผนงานเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งที่เป็นปัญหาการจราจร การรักษาสภาพแวดล้อมการป้องกันและควบคุมมลพิษ

การกำจัดของเสียและขยะมูลฝอยการป้องกันน้ำท่วม การพังทลายของชั้นดิน เป็นต้นศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า พื้นที่ตามฟ้องยังไม่มีกฎกระทรวงกำหนดให้เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ.ศ. 2535 มาตรา 43 และตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 11 โจทก์ที่ 1ยอมรับข้อเท็จจริงว่าพื้นที่ตามฟ้องอยู่ในความดูแลรับผิดชอบและเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้จะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน รัฐก็อาจเปลี่ยนสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะได้ ดังนั้นมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 10 กันยายน 2535 จึงมิได้ขัดหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ไม่มีเหตุต้องบังคับตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 1 และข้อ 3สำหรับคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ข้อเท็จจริงตามฟ้องปรากฏว่าสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมภายใต้การกำกับดูแลและบังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 เพิกเฉยไม่นำคำร้องเรียนของโจทก์ที่ 1 เสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อพิจารณากำหนดพื้นที่ตามฟ้องเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมมีหน้าที่ต้องเสนอคำร้องเรียนของโจทก์ที่ 1 ตามฟ้องหรือไม่และจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชอบหรือไม่ เป็นปัญหาที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง ส่วนจำเลยที่ 1 แม้จะเป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติโดยตำแหน่งมีอำนาจกำหนดเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมแต่เมื่อสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้เสนอคำร้องเรียนของโจทก์ที่ 1 ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อพิจารณาคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งเจ็ดแต่อย่างใด

ส่วนคำขอท้ายฟ้องข้อ 2ตอนท้ายเรื่องรายละเอียดในการนำเสนอคำร้องเรียนของโจทก์ที่ 1ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่โจทก์ทั้งเจ็ดขอให้ศาลบังคับด้วยนั้น เป็นความเห็นของฝ่ายบริหารประกอบการนำเสนอศาลไม่บังคับให้ ส่วนคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 แม้โจทก์ทั้งเจ็ดอ้างสิทธิได้รับทราบข้อมูลและข่าวสารจากทางราชการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 6(1)แต่ไม่ปรากฏว่า พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นว่าด้วยการนั้นบัญญัติไว้ว่ารัฐมีหน้าที่ต่อสิทธิดังกล่าวอย่างไร นอกจากนั้นตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4.1 และ 4.2 รายงานการประชุมและมติคณะกรรมการพิจารณาสถานที่ทำงานของหน่วยราชการในเขตกรุงเทพมหานครและเมืองหลักของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและของคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องนี้กับรายละเอียดต่าง

ๆ มิได้อยู่ในความหมายของข้อมูลและข่าวสารที่ทางราชการต้องเปิดเผย พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 คงรับฟ้อง สำหรับจำเลยที่ 2 เฉพาะคำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ตอนต้นและข้อ 5โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมิได้บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งเจ็ดได้รับความเสียหายยิ่งกว่าประชาชนทั่วไปอย่างไรเมื่อใด เพียงใด สภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งเจ็ดจึงถือไม่ได้ว่ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีอำนาจฟ้อง นอกจากนี้สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมไม่มีหน้าที่จะต้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คงปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น

เมื่ออำนาจดังกล่าวเป็นของคณะกรรมการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 43แต่ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดข้อ 4 ที่ขอให้สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมประกาศเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมเลยทีเดียวเมื่อสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมไม่มีอำนาจพิจารณากำหนดเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมจึงไม่มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามที่โจทก์ที่ 1 ร้องขอแต่เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 1 จะต้องเสนอไปยังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติโดยตรง เพราะอำนาจในการพิจารณาเป็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติดังกล่าว จึงไม่ปรากฏเป็นข้อโต้แย้งก่อนฟ้องคดีว่าสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมเพิกเฉยเสียไม่ดำเนินการเสนอเรื่องให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาด้วยเหตุดังกล่าวโจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น

ระหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้ายื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยถือเอาคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นคำฟ้องของโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้าศาลชั้นต้นอนุญาตในวันนัดชี้สองสถาน โจทก์ทั้งเจ็ดและโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้ายื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความคดีในส่วนที่โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้รับฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ไว้พิจารณา นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งเจ็ด โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้า จำเลยที่ 2และที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาแรกต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้ามีสิทธิฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้ตอนที่โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้ายื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์นั้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีระหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยที่ 1กับที่ 3 ไปแล้ว ต่อมาระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งเจ็ดและโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้ายื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2คดีถึงที่สุดไปแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้รับฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดไว้พิจารณา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์มิได้กระทบสิทธิโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้าแต่อย่างใด โจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้าจึงไม่มีสิทธิฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้า ปัญหาต่อไปเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดก่อน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาข้อแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2535 เพราะไม่ปรากฏว่ามติดังกล่าวขัดต่อกฎหมายใดนั้นเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 มาตรา 35 วรรคหนึ่ง "สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง ขอบเขตแห่งสิทธิและการกำจัดสิทธิเช่นว่านี้ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย"ข้อเท็จจริงปรากฏว่าพื้นที่ตามที่โจทก์ทั้งเจ็ดและโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้าฟ้องยังไม่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 43 อีกทั้งโจทก์ทั้งเจ็ดก็ยอมรับว่าพื้นที่ตามฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มิใช่เป็นที่สาธารณะ

ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งเจ็ดมีความประสงค์จะให้ทางราชการกำหนดพื้นที่ตามฟ้องเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมโดยไม่ต้องการให้มีการปลูกสร้างอาคารใด ๆลงบนพื้นที่รวมทั้งต้องการให้กำหนดมาตรการจำกัดการใช้พื้นที่ดังกล่าวนั้น ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยละเมิดสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินเป็นคำขอที่ไม่อาจบังคับให้ได้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพื้นที่ใดจะกำหนดให้เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติจะพิจารณาเห็นสมควร โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และพื้นที่ตามฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 6/2537 วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม 2537 ข้อ 5.3 ว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่เข้าเกณฑ์ที่จะประกาศเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 43 และมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

พ.ศ. 2535โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2535 หรือบังคับจำเลยที่ 1เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเพิกถอนมติหรือขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 หยุดหรือระงับการก่อสร้างอาคารตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวได้จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ทั้งเจ็ดอ้างว่ามติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2535 ขัดกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่29 สิงหาคม 2532 นั้น เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่10 กันยายน 2535 เป็นการอนุมัติให้ทำการก่อสร้างอาคารแทนอาคารเดิมที่ถูกเพลิงไหม้จนใช้การไม่ได้ โดยไม่ปรากฏว่ามติดังกล่าวขัดต่อกฎหมายใดตามที่โจทก์ทั้งเจ็ดกล่าวอ้างในฎีกา คณะรัฐมนตรีย่อมมีอำนาจลงมติดังกล่าวได้โดยชอบ

อนึ่ง แม้จะปรากฏว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมจะเคยมีหนังสือด่วนที่สุดที่ ว.0805/6724 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2536ให้ข้อคิดเห็นต่อคณะรัฐมนตรีประกอบการพิจารณาในเรื่องการใช้ที่ดินในความครอบครอบของกรมประชาสัมพันธ์ว่าควรสงวนพื้นที่บางส่วนไว้เป็นพื้นที่สีเขียว และบางส่วนไว้สำหรับเป็นพื้นที่ริมน้ำแต่ก็ปรากฏว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมได้ถอนเรื่องคืนไปในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2536 โดยเสนอว่าขณะนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปและคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วลงมติอนุมัติให้ถอนเรื่องไปได้ตามเสนอ กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องพิจารณาตามข้อเสนอดังกล่าวแต่อย่างใดโจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาข้อต่อไปว่า

การกระทำและละเว้นการกระทำของจำเลยทั้งสามตามคำฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นการโต้แย้งและละเมิดสิทธิและหน้าที่สาธารณะโดยมิชอบ ทำให้โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับความเสียหายเป็นพิเศษแล้วนั้น เห็นว่า สิทธิต่าง ๆ ตามที่โจทก์ทั้งเจ็ดกล่าวอ้างมาในฎีกา เช่น สิทธิและหน้าที่ในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534มาตรา 58 สิทธิในการมีอากาศสะอาดบริสุทธิ์หายในเพื่อสุขภาพพลานามัยและคุณภาพชีวิตที่ดี สิทธิในการได้รับความรื่นรมย์ตามธรรมชาติของพื้นที่ตามฟ้อง สิทธิที่จะปลอดจากความเสียหายและเดือดร้อนอันเกิดจากปัญหาน้ำท่วมชุมชนในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ตามฟ้องและสิทธิที่จะปลอดจากเหตุเดือดร้อนรำคาญอันเกิดจากปัญหาการจราจรติดขัด

ปัญหามลพิษทางอากาศ ปัญหาความร้อนที่ระบายจากตึกอาคารสูงล้วนเป็นสิทธิตามปกติธรรมดาของคนทั่วไปซึ่งมีสิทธิได้รับตามที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้วจึงไม่ใช่เป็นสิทธิที่โจทก์ทั้งเจ็ดได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ส่วนที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า ควรรับฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2ที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาบังคับจำเลยที่ 1 ให้นำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศกำหนดให้พื้นที่ตามฟ้องเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1มีฐานะเป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติโดยตำแหน่งตามระเบียบราชการจะต้องมีหน่วยงานพิจารณากลั่นกรองเรื่องราวและเสนอความเห็นตามลำดับขั้นตอน

สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานในบังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่โดยตรงที่จะเสนอเรื่องราวต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอยู่แล้วเมื่อสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้เสนอคำร้องเรียนของโจทก์ที่ 1 ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและจำเลยที่ 1เพื่อพิจารณา จำเลยที่ 1 จึงยังมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งเจ็ดแต่อย่างใดต่อไปวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ฎีกาข้อแรกว่าคดีของโจทก์ทั้งเจ็ดและโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้าเกี่ยวกับจำเลยที่ 2ถึงที่สุดไปแล้ว ทั้งอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดก็ไม่มีความประสงค์จะให้ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้รับฟ้องจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาจึงเป็นการไม่ชอบนั้น

เห็นว่าสำหรับคดีระหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้รับฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 2ตอนต้นและข้อ 5 ไว้พิจารณาแล้ว ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ต่อไป ในระหว่างพิจารณาคดีโจทก์ที่ 1ในฐานะผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้ายื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาในวันนัดชี้สองสถานโจทก์ทั้งเจ็ดและโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้ายื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 โดยไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 อีกต่อไปทั้งยังได้ระบุไว้ท้ายคำร้องขอถอนฟ้องด้วย ว่าการถอนฟ้องนี้เป็นการฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 3ซึ่งคดีกำลังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์

ดังนั้น คดีของโจทก์ทั้งเจ็ดและโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้าในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้รับฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดและโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้าในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ไว้พิจารณาทั้งตามคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ด ฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม2537 หน้า 16 ตอนท้ายที่อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นปรากฏว่า โจทก์ทั้งเจ็ดได้ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับและยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 รวมทั้งยกคำขอบังคับท้ายฟ้องข้อ 1 ข้อ 2 ตอนต้นข้อ 3 และข้อ 4 เสีย และมีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ด

รวมทั้งคำขอบังคับท้ายฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป และบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งเจ็ดด้วย ซึ่งเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้มีคำขอหรือมีความประสงค์ที่จะขอให้ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนแปลงคำสั่งศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำสั่งของศาลชั้นต้นให้รับฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ไว้พิจารณา จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบด้วยมาตรา 246เมื่อคดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดไปตั้งแต่ศาลชั้นต้นแล้วและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวแก่จำเลยที่ 2 ไม่ชอบจึงมีผลทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกา

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาที่ 2ปัญหาตามฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อต่อไปมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้คำสั่งศาลชั้นต้นให้รับฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดเกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 ชอบหรือไม่ เห็นว่า สิทธิของโจทก์ทั้งเจ็ดในการรับทราบข้อมูลและข่าวสารจะมีเพียงใด จะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ.ศ. 2535 หรือตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ว่า สิทธิดังกล่าวนั้นมีข้อจำกัดอย่างไรและจะส่งข้อมูลและข่าวสารอย่างไร เพื่อร่วมกันส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศชาติ เมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ.ศ. 2535 มาตรา 6 เพื่อประโยชน์ในการร่วมกันส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของชาติ

บุคคลอาจมีสิทธิและหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) การได้รับทราบข้อมูลและข่าวสารจากทางราชการในเรื่องเกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเว้นแต่"ประกอบเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือ "(1) ส่งเสริมประชาชนและองค์การเอกชนให้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม" ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2534 มาตรา 48 ทวิ "บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลหรือข่าวสารจากหน่วยราชการ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพื่อการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการหรือพนักงานของรัฐในเมื่อการนั้นมีหรืออาจจะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของตน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ" คดีนี้ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดได้ขอทราบข้อมูลและข่าวสารตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4จากจำเลยที่ 3 แต่จำเลยที่ 3 ไม่ให้ความร่วมมือและไม่แจ้งเหตุขัดข้องว่าเป็นข้อมูลหรือข่าวสารที่ถือว่าเป็นความลับเกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงแห่งชาติหรือเข้าข้อยกเว้นข้ออื่นที่ไม่ต้องเปิดเผยแต่อย่างใดจึงเป็นการกระทบสิทธิโจทก์ทั้งเจ็ดแล้ว โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยเป็นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งยี่สิบเก้าและฎีกาของจำเลยที่ 2และพิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดเฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ตามคำขอท้ายฟ้องข้อ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จำลอง สุขศิริ · สุทธิ นิชโรจน์ · สมบัติ เดียวอิศเรศ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8177/2538

ร่องน้ำระหว่างที่ดินของจำเลยและโจทก์ที่ 1 เป็นร่องสวนเดิมที่ขุดขึ้นเพื่อนำน้ำจากคลองสาธารณะเข้ามาใช้ทำสวน ซึ่งมิใช่ลำรางหรือลำกระโดงสาธารณะ แต่สภาพที่ดินพิพาทเป็นร่องสวนที่มีมานานหลายสิบปีน่าจะเป็นร่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2750/2537

ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 เรื่อง ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ลงวันที่ 29 กันยายน 2515 ข้อ 30 และข้อ 29 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ได้บัญญัติให้โจทก์เป็นส่วนราชการอิสระไม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 50/2535

การฟ้องคดีฐานละเมิดอาจเกิดขึ้นได้ทั้งกรณีที่มีสัญญาและไม่มีสัญญาต่อกันแล้วแต่ว่าการกระทำละเมิดเกิดจากเหตุและกรณีใดเป็นรายกรณีไป โดยอาศัยพฤติการณ์แห่งคดีเป็นหลัก และผู้ที่มีสิทธิฟ้อง นั้นต้องเป็นผู้เสี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2711/2562

แม้โจทก์และจำเลยทั้งสองจะไม่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมรดกทั้งสามแปลง แต่ที่จำเลยทั้งสองคัดค้านมิให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ทั้งมิได้ขอเป็นผู้จัดการมรดก ทำให้ไม่มีผู้มีหน้าที่ทำการแบ่งปันที่พิพาทดังกล…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้