Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8656/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินกับบริษัท พ. และทำสัญญาว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ทำการปลูกสร้างอาคารในที่ดินดังกล่าว โดยโจทก์เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างและขอมีหมายเลขประจำบ้าน ต่อมาโจทก์ทำสัญญาโอนสิทธิจะซื้อที่ดินและสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคารให้บริษัท ด. โดยบริษัท ด. ตกลงชำระค่าโอนสิทธิให้แก่โจทก์ กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินและอาคารดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้ทำสัญญาโอนสิทธิจะซื้อที่ดินและสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคาร จึงถือว่าโจทก์ได้ขายอสังหาริมทรัพย์ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) แห่ง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ.2534 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 91/2

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิกการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ.3)/111/2546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 628,320 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมบิดาโจทก์ได้จองซื้อที่ดินพร้อมอาคารจากบริษัทศิริชัยคอมเพล็กซ์ จำกัด ในราคา 29,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2533 โจทก์เป็นผู้เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับบริษัทพงษ์ศิริชัยคอมเพล็กซ์ จำกัด และในวันเดียวกันโจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดพงษ์ศิริชัยวัฒนาทำการปลูกสร้างอาคารในที่ดินดังกล่าว จากนั้นวันที่ 4 มีนาคม 2535 โจทก์ได้ทำสัญญาโอนสิทธิการซื้อที่ดินและการว่าจ้างปลูกสร้างอาคารดังกล่าวให้แก่บริษัทไดเรคมาร์เก็ตติ้งเซอร์วิส จำกัด ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2535 โจทก์ทำนิติกรรมขายอาคารเลขที่ 71/25 ซึ่งปลูกในที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัท

สารินธานี จำกัด เจ้าพนักงานของจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่าการขายอาคารดังกล่าวเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาภายใน 5 ปี ซึ่งต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอาคารดังกล่าว ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 เจ้าพนักงานของจำเลยจึงมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีสิงหาคม 2535 โดยใช้ราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดินที่กำหนดทุนทรัพย์ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นเงิน 6,840,000 บาท เป็นฐานในการคำนวณภาษี คิดเป็นภาษีที่ต้องชำระ 205,200 บาท เบี้ยปรับ 410,400 บาท เงินเพิ่ม 205,200 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 82,080 บาท รวมเป็นเงิน 902,800 บาท

โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 ต่อมาโจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินตามคำอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์มีรายรับที่แท้จริงจากการขายสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 11,600,000 บาท จึงวินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มขึ้นโดยให้เรียกเก็บเป็นเงินภาษี 348,000 บาท เบี้ยปรับ 696,000 บาท เงินเพิ่ม 348,000 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 139,210 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,531,200 บาท... ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2533 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินกับบริษัทพงษ์ศิริชัยคอมเพล็กซ์ จำกัด และทำสัญญาว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดพงษ์ศิริชัยวัฒนาทำการปลูกสร้างอาคารในที่ดินดังกล่าว โดยโจทก์เป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างและขอมีหมายเลขประจำบ้าน

ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2535 โจทก์ทำสัญญาโอนสิทธิจะซื้อที่ดิน และสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคารให้บริษัทไดเรคมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส จำกัด โดยบริษัทไดเรคมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส จำกัด ตกลงชำระค่าโอนสิทธิให้แก่โจทก์เป็นเงิน 11,600,000 บาท และต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญาขายสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาค่าจ้างปลูกสร้างอาคารดังกล่าว คืออาคารเลขที่ 71/25 ให้แก่บริษัทสารินธานี จำกัด ในราคา 6,600,000 บาท การที่โจทก์ทำสัญญาขายอาคารดังกล่าวก็เป็นไปตามความประสงค์ของบริษัทไดเรคมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับบริษัทสารินธานี จำกัด กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในที่ดินและอาคารดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้ทำสัญญาโอนสิทธิจะซื้อที่ดินและสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคารจึงถือว่าโจทก์ได้ขายอสังหาริมทรัพย์ภายใน 5 ปี

นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นให้แก่บริษัทไดเรคมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส จำกัด ในราคา 11,600,000 บาท เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 3 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 244) พ.ศ. 2534 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนการที่โจทก์ต้องไปโอนอาคารให้แก่บริษัทสารินธานี จำกัด ก็เป็นเรื่องที่บริษัทไดเร็คมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส จำกัด ตกลงกับบริษัทสารินธานี จำกัด อีกกรณีหนึ่งต่างหาก อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน...

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ · ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · องอาจ โรจนสุพจน์
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายอรรณพ วิทูรากร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.123/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ178/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1485/2559

การที่โจทก์นำที่ดินที่แบ่งแยก โดยได้จัดทำถนนและสิ่งสาธารณูปโภคไว้ ไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่บุคคลธรรมดา เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน และทำสัญญาให้ที่ดินแก่บุตรชอบด้วยกฎหมายถือกรรมสิทธิ์ ถือเป็นการขายอสังหาริมทร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12127/2558

โจทก์และบริษัท ล. มุ่งประสงค์ถึงการขนถ่ายสินค้าของโจทก์จากเรือนำไปเก็บยังคลังสินค้าที่โจทก์เช่าจากบริษัท ล. ให้สำเร็จเสร็จสิ้นไปเป็นสำคัญ โดยบริษัท ล. ทำงานได้โดยอิสระเพียงเพื่อให้ได้ผลสำเร็จของงานเท่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7126/2558

กรณีที่จะถือว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุสมควร ตามบทบัญญัติในมาตรา 65 ทวิ (4) แห่ง ป.รัษฎากร หรือไม่ อย่างน้อยที่สุดโจทก์ต้องคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ในระดับอัตราที่ไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8298/2557

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ปัญหาข้อเท็จจริงใดที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ ย่อมเป็นอันยุติ โจทก์จะ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/2555

ธนาคาร ก. ตกลงให้นำหนี้ของบริษัท น. และบริษัท ท. มารวม และให้โจทก์เป็นผู้ชำระหนี้ ตามสัญญากู้เงินโดยมีโจทก์เป็นผู้กู้ ส่วนบริษัท น. และบริษัท ท. เป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อพิเคราะห์บัญชีที่โจทก์จัดทำขึ้น โ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้