Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 868/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 อ้างเหตุในคำขอให้พิจารณาใหม่ว่า จำเลยที่ 2ไม่เคยทราบวันนัดสืบพยานโจทก์ เพราะได้ย้ายไปจากภูมิลำเนาตามฟ้องตั้งแต่ปี 2536 แล้ว ซึ่งหากได้ความตามคำร้องดังกล่าว การส่งหมายนัดสืบพยานประเด็นโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยวิธีปิดหมายก็ย่อมไม่ชอบ มีผลทำให้การสืบพยานประเด็นโจทก์และนัดต่อ ๆ มาจนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบถือว่าจำเลยที่ 2 มิได้ทราบวันนัดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษากรณีเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2จะมิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 225 เพราะเป็นกรณีที่เกี่ยวกับการที่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่จะยังให้การไปโดยยุติธรรม แต่เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 207/23-24 ถนนอ่อนนุชและในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ยังมีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิม ดังนี้ แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาเป็นเลขที่ 300/46 ถนนอ่อนนุชก็ตาม แต่ตามเอกสารดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่ใหม่ตั้งแต่เมื่อใด เมื่อจำเลยที่ 2ไม่นำสืบให้ปรากฏชัด ทั้งไม่เคยแจ้งการย้ายภูมิลำเนาไปที่ใหม่ให้ศาลทราบจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิมตามฟ้อง ฉะนั้น การส่งหมายนัดไปให้จำเลยที่ 2และนัดต่อ ๆ มาจนถึงนัดฟังคำพิพากษาโดยวิธีการใดก็ตามย่อมถือว่าเป็นการส่งให้จำเลยที่ 2 โดยชอบแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรับช่วงสิทธิมาจากผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 7ฌ-9383 กรุงเทพมหานครฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายอันสืบเนื่องมาจากมูลละเมิด จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 217,450 บาทจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โจทก์คัดค้านว่า จำเลยที่ 2 จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาไม่มีเหตุที่จะขอพิจารณาใหม่ แต่การส่งหมายนัดวันที่ 2 ตุลาคม 2537 ตามภูมิลำเนาตามฟ้องเลขที่ 207/23-24ถนนอ่อนนุช

แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานครซึ่งเจ้าพนักงานรายงานว่าจำเลยย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว จึงได้ปิดหมายนั้น เป็นการส่งไม่ชอบ ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานประเด็นโจทก์ในวันที่ 20 ตุลาคม 2537 และวันนัดต่อ ๆ มาจนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาก็ไม่ชอบและถือว่าจำเลยที่ 2ยังไม่ทราบวันนัดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษาดังกล่าวแม้ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันสืบพยานประเด็นโจทก์ใหม่และนัดสืบพยานโจทก์ที่เหลือต่อไป โดยส่งหมายนัดให้แก่จำเลยที่ 2ตามภูมิลำเนาใหม่ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 74 ถึง 79แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และดำเนินการพิจารณาแล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาไม่มีเหตุที่จะขอพิจารณาใหม่ แต่วินิจฉัยต่อไปว่า การส่งหมายนัดครั้งต่อมาให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2537โดยเจ้าพนักงานรายงานหมายว่า ส่งได้โดยวิธีปิดหมายเพราะไม่พบผู้ใด และจำเลยที่ 2 ย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว จึงเป็นการส่งโดยไม่ชอบ ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานประเด็นโจทก์ในวันที่ 20 ตุลาคม 2537 และนัดต่อ ๆ มาจนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาก็ไม่ชอบ ถือว่าจำเลยที่ 2 ยังไม่ทราบวันนัดดังกล่าวปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาไม่มีเหตุให้พิจารณาใหม่จึงถึงที่สุด

คงมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาโจทก์เพียงว่า ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกปัญหาการดำเนินกระบวนพิจารณาส่งหมายนัดสืบพยานประเด็นโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2537 ขึ้นวินิจฉัย โดยจำเลยที่ 2มิได้อุทธรณ์ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 2ที่ขอให้พิจารณาใหม่อ้างเหตุว่า การส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์นั้นจำเลยที่ 2 ไม่เคยทราบวันนัด เพราะได้ย้ายไปจากภูมิลำเนาตามฟ้องเลขที่ 207/23-24 ถนนอ่อนนุช แขวงทับยาว เขตลาดกระบังกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2536 แล้ว ดังนี้ หากได้ความตามคำร้องของจำเลยที่ 2 การส่งหมายนัดสืบพยานประเด็นโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2537 โดยวิธีปิดหมายก็ย่อมไม่ชอบ มีผลทำให้การสืบพยานประเด็นโจทก์ในวันที่ 20ตุลาคม 2537 และนัดต่อ

ๆ มาจนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ถือว่าจำเลยที่ 2มิได้ทราบวันนัดสืบพยานและนัดฟังคำพิพากษา กรณีเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 225 เพราะเป็นกรณีที่เกี่ยวกับการที่ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่จะยังให้การเป็นไปโดยยุติธรรม ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น ปรากฏตามหนังสือรับรองของนายทะเบียนเอกสารหมาย

จ.4 ว่า จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ที่เลขที่ 207/23-24 ถนนอ่อนนุช แขวงทับยาว เขตลาดกระบังกรุงเทพมหานคร และในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 23 สิงหาคม 2537และ 23 กันยายน 2537 นั้น จำเลยที่ 2 ยังมีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิมดังนี้ แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาเป็นเลขที่ 300/46 ถนนอ่อนนุช แขวงทับยาว เขตลาดกระบังกรุงเทพมหานคร ตามเอกสารหมาย ล.1 ก็ตาม แต่ตามเอกสารดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่ใหม่ตั้งแต่เมื่อใด เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่นำสืบให้ปรากฏดังกล่าวทั้งไม่เคยแจ้งการย้ายภูมิลำเนาไปที่ใหม่ให้ศาลชั้นต้นทราบจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิมตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง

ฉะนั้น การส่งหมายนัดไปให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่2 ตุลาคม 2537 และนัดต่อ ๆ มาจนถึงนัดฟังคำพิพากษาโดยวิธีการใดก็ตาม ย่อมถือว่าเป็นการส่งโดยชอบและจำเลยที่ 2 ได้รับโดยชอบแล้วที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การส่งหมายให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่2 ตุลาคม 2537 ไม่ชอบแล้วพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหานี้แม้โจทก์จะมิได้ฎีกาแต่กรณีเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และ 247"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวิช กำเนิดเพ็ชร์ · สมมาตร พรหมานุกูล · วิชิน สุขนทีธรรม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1516/2559

โจทก์ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องอันตั้งหลักฐานขึ้นโดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุด มีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 วันที่คำพิพากษาที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6718/2558

หนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 1958/2539 ของศาลแพ่งที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้ ศาลแพ่งมีคำพิพากษาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2539 และเป็นคดีที่ลูกหนี้ (จำเลย) อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้เนื่องจากลูกหนี้ขาดนั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12436/2558

ศาลชั้นต้นไต่สวนและวินิจฉัยคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของโจทก์ว่า คำขอของโจทก์บรรยายเพียงเหตุที่โจทก์ขาดนัดพิจารณา แต่มิได้บรรยายข้อคัดค้านว่า หากศาลพิจารณาคดีใหม่แล้วโจทก์จะเป็นฝ่ายชนะคดี ถือว่าคำขอพิจารณา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4197/2550

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 208 (เดิม) (ปัจจุบัน มาตรา 199 จัตวา, 207) คำขอให้พิจารณาใหม่ ให้ยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้ส่งคำบังคับตามคำพิพากาษาหรือคำสั่งให้แก่จำเลย ถ้าคู่ความที่ขาดนัดไม่สามารถยื่นค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2516/2549

แม้จำเลยที่ 1 จะออกจากบ้านตามภูมิลำเนาโดยไม่มีผู้ใดทราบข่าวคราวก็ตาม แต่ขณะที่เจ้าพนักงานศาลนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 โดยการปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องนั้น ศาลชั้นต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้