Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8699/2563

พ.ศ. 2563 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเรียกผู้เสียหายซึ่งเล่นอยู่กับเพื่อนให้ไปพบจำเลยที่ห้องเรียนวิทยาศาสตร์และห้องน้ำชาย แสดงว่าจำเลยเป็นผู้เลือกที่จะกระทำกับผู้เสียหายและเลือกสถานที่กระทำความผิด ที่ล้วนแต่เป็นที่ลับตาคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากกระทำชำเราผู้เสียหายที่ห้องน้ำชายแล้ว จำเลยยังบอกผู้เสียหายว่า จำเลยจะออกจากห้องน้ำไปก่อนให้ผู้เสียหายนับ 1 ถึง 200 แล้วจึงออกจากห้องน้ำ บ่งชี้ว่าจำเลยรู้สำนึกในการกระทำความผิดของตน รู้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง จึงหาทางกลบเกลื่อนและหลบซ่อนจากการรู้เห็นของผู้อื่น อันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบและยังสามารถบังคับตนเองได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน แต่ยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ที่ศาลจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ตาม ป.อ. มาตรา 65

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 317

จำเลยให้การรับสารภาพแต่อ้างว่ากระทำความผิดเพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน แต่ขณะกระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 279 วรรคแรก (เดิม), 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 5 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังเป็นที่ยุติในชั้นฎีกาว่า เด็กหญิง ศ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของนาย ก. ผู้เสียหายที่ 2 กับนาง ช. ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อายุ 11 ปีเศษ เรียนอยู่โรงเรียน บ. ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 เพื่อการอนาจาร และจำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยจำเลยจูบปากผู้เสียหายที่ 1 ใช้นิ้วและอวัยวะเพศของจำเลยถูไถและพยายามสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยให้ผู้เสียหายที่ 1 ใช้ปากอมอวัยวะเพศของจำเลย เมื่อปี 2551 จำเลยมีอาการป่วยด้วยเส้นเลือดในสมองตีบ และปี 2560 จำเลยป่วยด้วยเส้นเลือดหัวใจตีบ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน แต่ยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า แม้นายแพทย์ ป. เป็นผู้รักษาโรคเส้นเลือดในสมองตีบให้แก่จำเลย แต่นายแพทย์ ป. ก็มิได้ยืนยันว่าจำเลยมีอาการไม่รู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์ ป. ว่า เมื่อจำเลยเข้ารับการรักษาพยานเป็นผู้ซักประวัติของจำเลย สามารถติดต่อสื่อสารกับจำเลยได้เช่นเดียวกับบุคคลปกติ พยานไม่เคยส่งจำเลยตรวจอาการทางจิตเป็นพิเศษ จึงไม่ทราบอาการทางจิตของจำเลยว่ามีหรือไม่ และพยานไม่เคยสั่งจ่ายยาเกี่ยวกับอาการทางจิตหรือยาลดความเครียดให้แก่จำเลย

อันสอดคล้องกับประวัติการตรวจรักษาของจำเลยว่า จำเลยเข้ารักษาด้วยอาการด้านซ้ายของร่างกายอ่อนแรงและปวดศีรษะ ส่วนที่นาย ว. พี่จำเลยเบิกความว่าจำเลยมีอารมณ์ 2 ขั้ว เกิดจากเซลล์สมองตาย สมองควบคุมอารมณ์ได้สูญเสียไป ลักษณะอารมณ์ขึ้นลงรวดเร็วและรุนแรงนั้น เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าภาวะหรืออาการทางอารมณ์แปรปรวนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางเพศแต่อย่างใด กลับได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งกำลังนั่งเล่นอยู่กับเพื่อนให้ไปพบจำเลยที่ห้องเรียนวิทยาศาสตร์และที่ห้องน้ำชาย แสดงว่าจำเลยเป็นผู้เลือกที่จะกระทำกับผู้เสียหายที่ 1 และเลือกสถานที่กระทำความผิด

เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและภาพถ่ายประกอบคดีแล้ว ปรากฏว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ซึ่งใช้โต๊ะกั้นแบ่งจากห้องเรียน มีลักษณะค่อนข้างมิดชิด ส่วนห้องน้ำชายก็อยู่ห่างจากอาคารเรียนของผู้เสียหายที่ 1 จึงล้วนแต่เป็นสถานที่ลับตา เมื่อจำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ผู้เสียหายที่ 1 บอกจำเลยว่าเจ็บ จำเลยหยุดการกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่ห้องน้ำชายแล้ว จำเลยยังบอกผู้เสียหายที่ 1 ว่า จำเลยจะออกจากห้องน้ำไปก่อน ให้ผู้เสียหายที่ 1 นับ 1 ถึง 200 แล้วจึงออกจากห้องน้ำ บ่งชี้ว่าจำเลยรู้สำนึกในการกระทำของตน รู้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง จึงหาทางกลบเกลื่อนและหลบซ่อนจากการรู้เห็นของผู้อื่น

อันเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบและยังสามารถบังคับตนเองได้ และที่นายแพทย์ ป. มีความเห็นว่าจำเลยมีอาการผิดปกติของสติสัมปชัญญะนั้น เป็นการจัดทำขึ้นภายหลังเกิดเหตุนานกว่า 3 เดือน จึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนข้อเท็จจริงที่จำเลยฎีกาว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา แพทย์หญิง ต. ตรวจรักษาจำเลยแล้วมีความเห็นว่า อาการป่วยของจำเลย มีภาวะควบคุมพฤติกรรมทางเพศไม่ได้ เกิดจากสมองขาดเลือด จึงขาดสติสัมปชัญญะในบางขณะนั้น ไม่มีรายละเอียดข้อเท็จจริงว่าได้ตรวจรักษาอย่างไรจึงมีความเห็นเช่นนั้น และเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะมีจิตบกพร่อง โรคจิตหรือจิตฟั่นเฟือน แต่ยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง อันจะเป็นเหตุให้ศาลลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้สืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษาศาลฎีกานั้น เห็นว่า จำเลยมีนาย ว. พี่จำเลยและนายแพทย์ ป. แพทย์ผู้ตรวจรักษาจำเลยมาเบิกความเป็นพยานให้ข้อมูลเกี่ยวกับอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อม หรือสภาพความผิดที่เกี่ยวกับจำเลยชัดเจนเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว จึงไม่จำต้องสืบเสาะและพินิจจำเลยก่อนมีคำพิพากษาศาลฎีกา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อมาตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 31 ปี มีวุฒิภาวะและมีความเป็นผู้ใหญ่พอสมควร การที่จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กไปกระทำอนาจารและกระทำชำเราโดยอาศัยความที่ผู้เสียหายที่ 1 ไร้เดียงสาและคุ้นเคยกับจำเลย ทั้งยังก่อเหตุกระทำความผิดในโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่ต้องมีความปลอดภัยสำหรับเด็กนักเรียน นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยรู้สำนึกความผิดให้การรับสารภาพและบรรเทาผลร้ายด้วยการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสอง จนผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย และจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นตามที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยไว้โดยละเอียดชอบด้วยเหตุผลแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร · เธียรดนัย ธรรมดุษฎี · ไชยผล สุรวงษ์สิน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสวรรคโลก - นางสาวนภัสพร ศักดิ์เดชานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นางสาวณัชชา น้อยเชื้อเวียง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2528/2563
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้