Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8731/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่อ้างเอกสารต้องยื่นสำเนาเอกสารต่อศาลและคู่ความฝ่ายอื่นล่วงหน้าก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานนั้น นอกจากเพื่อประโยชน์ในการที่ศาลจะได้สอบถามคู่ความเกี่ยวกับเอกสารนั้นในวันชี้สองสถานแล้วยังมีความประสงค์จะให้ศาลและคู่ความได้ทราบล่วงหน้าก่อนสืบพยานว่า พยานเอกสารที่คู่ความแต่ละฝ่ายอ้างเกี่ยวกับคดีอย่างไร เอกสารมีความน่าเชื่อถือในเบื้องต้นอย่างไรหรือไม่ และให้คู่ความฝ่ายที่ถูกยันด้วยเอกสารนั้นได้มีโอกาสตรวจสอบในเบื้องต้นว่าเอกสารที่อ้างอิงมีความถูกต้องแท้จริงเพียงใด หรือสำเนาที่ยื่นไว้ตรงกับต้นฉบับเอกสารหรือไม่ สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีสำเนาหนังสือมอบอำนาจให้ทำนิติกรรม หนังสือสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน ซึ่งโจทก์ส่งศาลในวันพิจารณามีข้อความอย่างเดียวกันกับสำเนาเอกสารที่แนบมาท้ายฟ้อง เมื่อจำเลยทั้งสามได้รับสำเนาคำฟ้องพร้อมกับสำเนาเอกสารท้ายฟ้องแล้วก็เป็นการถูกต้องตามความประสงค์ของบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น แม้โจทก์ไม่ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสามอีก ศาลก็มีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นนั้นได้ในเมื่อเห็นว่าเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าโคโรล่า หมายเลขทะเบียน 5จ-7605 กรุงเทพมหานครจากโจทก์ในราคา 385,008 บาทตกลงชำระค่าเช่าซื้อเป็น48 งวด งวดละเดือน เดือนละ 8,021 บาท เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 8 กันยายน 2533 งวดต่อไปทุกวันที่ 8 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียง 19 งวด เป็นเงิน 152,399 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่ งวดที่ 20 ซึ่งจะต้องชำระในวันที่ 8 เมษายน 2535ติดต่อกันถึงงวดที่ 23 ซึ่งจะต้องชำระในวันที่ 8 กรกฎาคม 2535เกินสองงวดติดต่อกันสัญญาเป็นอันสิ้นสุดลง โจทก์ให้พนักงานโจทก์สืบหาและยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาได้ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2535 ปรากฏว่ารถยนต์ดังกล่าวได้รับความเสียหายอย่างมากเนื่องจากขาดการดูแลรักษาวันที่ 17 กรกฎาคม 2535 โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือยืนยันบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายได้ราคา 110,000 บาท

โจทก์ได้รับความเสียหายคือค่าเช่าซื้อในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ยังครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้ออยู่ตั้งแต่ งวดที่ 20 ถึงงวดที่ 23 รวมเป็นเงิน32,084 บาท ค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเป็นเงิน 2,000 บาท ราคารถยนต์เช่าซื้อที่ยังขาดอยู่อีกเป็นเงิน 122,609 บาท และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ2.5 ต่อเดือนของค่างวด 8,021 บาทเป็นเงิน4,665.54 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ชำระมาแล้วในส่วนนี้2,415 บาท คงเหลือเป็นเงิน 2,250.54 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 158,943.54 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 158,943.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า ได้เช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องจริงต่อมาเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2535 จำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์มารับรถยนต์คืนไป

หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่ชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ไม่ได้ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนรถยนต์ดังกล่าวที่โจทก์รับคืนไปมีสภาพเรียบร้อยดีมากโจทก์ไม่เคยมีหนังสือทวงถามหรือบอกเลิกสัญญา รถยนต์ที่เช่าซื้อหากนำออกขายจะได้ราคาไม่ต่ำกว่า 235,000 บาทจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ชำระค่าเช่าซื้อในระหว่างผิดนัดค่าติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนราคารถยนต์ยังขาด และเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ ทั้งโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยด้วยค่าเสียหายในระหว่างผิดนัดหากมีก็ไม่เกิน 2,700 บาท ส่วนค่าติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมีเพียงค่าพาหนะไม่เกิน100 บาท ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นฝ่ายผิดสัญญา เพราะได้แจ้งให้โจทก์มารับรถยนต์คืนไปแต่โจทก์ไม่ยอมมารับคืนอันเป็นความผิดของโจทก์เองจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามหรือบอกเลิกสัญญาโจทก์ไม่เสียหายไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อในระหว่างผิดนัดราคารถยนต์เช่าซื้อที่ขาดและดอกเบี้ย

ค่าติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหากมีก็ไม่เกิน 100 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน47,042 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 กันยายน 2535) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสามฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารหนังสือรับรองนิติบุคคลหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีหนังสือมอบอำนาจให้ทำนิติกรรมหนังสือสัญญาเช่าซื้อ และสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1ถึง จ.6 ต่อศาลเพื่อให้ จำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 แต่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาโดยนำเอกสารดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 กำหนดให้คู่ความฝ่ายที่อ้างเอกสารต้องยื่นสำเนาเอกสารต่อศาลและคู่ความฝ่ายอื่นล่วงหน้าก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานนั้นนอกจากเพื่อประโยชน์ในการที่ศาลจะได้สอบถามคู่ความเกี่ยวกับเอกสารนั้นในวันชี้สองสถานแล้ว ยังมีความประสงค์จะให้ศาลและคู่ความได้ทราบล่วงหน้าก่อนสืบพยานว่าพยานเอกสารที่คู่ความแต่ละฝ่ายอ้างเกี่ยวกับคดีอย่างไรเอกสารมีความน่าเชื่อถือในเบื้องต้นอย่างไรหรือไม่และให้คู่ความฝ่ายที่ถูกยันด้วยเอกสารนั้นได้มีโอกาสตรวจสอบในเบื้องต้นว่าเอกสาร อ้างอิงมีความถูกต้องแท้จริงเพียงใด หรือสำเนาที่ยื่นไว้ตรงกับต้นฉบับเอกสารหรือไม่สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล

หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีสำเนาหนังสือมอบอำนาจให้ทำนิติกรรมหนังสือสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.6 ซึ่งโจทก์ส่งศาลในวันพิจารณามีข้อความอย่างเดียวกันกับสำเนาเอกสารที่แนบมาท้ายฟ้องหมายเลข 1 ถึง 6 เมื่อจำเลยทั้งสามได้รับสำเนาคำฟ้องพร้อมกับสำเนาเอกสารท้ายฟ้องแล้วก็เป็นการถูกต้องตามความประสงค์ของบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นแม้โจทก์ไม่ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยทั้งสามอีกศาลก็มีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นนั้นได้ในเมื่อเห็นว่าเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมพงษ์ สนธิเณร · สุนพ กีรติยุติ · ไพโรจน์ คำอ่อน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567

แม้จำเลยที่ 2 และโจทก์ทั้งสองต่างไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างเอกสารเป็นพยาน และส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาลกับส่งให้คู่ความอีกฝ่ายซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3201/2559

บัญชีระบุพยานของโจทก์ระบุเพียงต้นฉบับหรือสำเนาสัญญาซ่อมเรือพร้อมคำแปลเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับ "Work Done Report" แต่อย่างใด ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงความจำนงที่จะอ้างอิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4108/2558

ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) ใช้ในกรณีที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐาน แต่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องไว้ตามมาตรา 88 และในกรณีที่คู่ความมิได้ส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้าตาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5637/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ร. เป็นผู้ดำเนินคดีนี้รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ และ ร. มอบอำนาจช่วงให้ ก. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน ซึ่งตามหนังสือมอบอำนาจ มีข้อความว่า บริษัท น. โดย ร. ผู้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19031/2556

โจทก์ไม่ได้บรรยายข้อเท็จจริงมาในฎีกาว่าจำเลยที่ 1 กระทำการใดขัดต่อบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา 88 อันจะทำให้ศาลรับฟังการ์ดบัญชีเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้