Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8739/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินที่โจทก์ทั้งแปดอ้างว่ามีสิทธินั้นเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว ซึ่งตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนี้ บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินได้ต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน ฉะนั้น แม้ว่าโจทก์ทั้งแปดจะครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินก็ตาม แต่เมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินดังกล่าวให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ที่ดินดังกล่าวย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และเมื่อมีการดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด การกระทำของจำเลยทั้งสามหาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งแปดไม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งแปดจึงไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์ทั้งแปดฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินตามฟ้องของโจทก์ทั้งแปดและทำให้ที่ดินอยู่ในสภาพเรียบร้อยตามเดิม ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายเป็นรายปีปีละ 72,000 บาท นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ทั้งแปดจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะออกจากที่ดิน

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้อง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งแปดคนละ 9,000 บาทต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งแปด โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ทั้งแปดคนละ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งแปดฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 6 ถึงแก่ความตาย นางสาวปาหนัน บุตรของนางปราณีโจทก์ที่ 6 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับกันและไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งแปดและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายทั่งกับนางหลง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นภริยาและบุตรของจำเลยที่ 1 เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ นายทั่งได้ซื้อมาจากนายทอง ในราคา 14,000 บาท เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2517 ตามหนังสือสัญญาซื้อขาย มีอาณาเขตทิศเหนือจดเขาหรือผนังเขาทิศใต้จดที่ดินของนายศักดิ์ ทิศตะวันตกจดที่ดินของนายวี ทิศตะวันออกจดที่ดินของนายเดชา ขณะซื้อขายที่ดินพิพาทตั้งอยู่ที่บ้านยางเกี่ยวแฝก ตำบลห้วยยายจิ๋ว กิ่งอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ต่อมาที่ดินพิพาทถูกเปลี่ยนเขตพื้นที่การปกครองหลายครั้งตาม

ภ.บ.ท.6 และใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ต่อมานายทั่งถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงตกแก่โจทก์ทั้งแปดและจำเลยที่ 1 คนละส่วนเท่า ๆ กัน ตามแผนที่ดินสังเขปปัจจุบันที่ดินพิพาทมีผู้เข้าทำกินอยู่จำเลยทั้งสามครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ตาม ภ.บ.ท.5 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำที่ดินดังกล่าวไปแจ้งต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิเพื่อขอเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์เป็นที่ดินกลุ่มที่ 4286 แปลงเลขที่ 6 เนื้อที่ 50 ไร่ และจำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์เป็นที่ดินกลุ่มที่ 4286 แปลงเลขที่ 14 เนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 15 ตารางวา ตามแผนตรวจสอบสิทธิการใช้ประโยชน์

แนวเขตที่ดิน และคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดิน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งแปดเป็นข้อแรกว่า จำเลยทั้งสามได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดหรือไม่ โจทก์ทั้งแปดอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นของนายทั่งซื้อมาจากนายทองเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2517 ขณะซื้อขายที่ดินพิพาทตั้งอยู่ที่บ้านยางเกี่ยวแฝก ตำบลห้วยยายจิ๋ว กิ่งอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ต่อมาปี 2520 นายทั่งได้แจ้งเสียภาษีที่ดินพิพาทเป็นชื่อของนายทั่งโดยระบุที่ตั้งของที่ดินพิพาทว่าตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลห้วยยายจิ๋ว กิ่งอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ต่อมาปี 2518 ทางราชการได้เปลี่ยนแปลงเขตการปกครองใหม่ทำให้ที่ดินพิพาทเปลี่ยนไปตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ตำบลวะตะแบก

อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ตามใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ เมื่อนายทั่งถึงแก่ความตายในปี 2540 แล้ว โจทก์ทั้งแปดและจำเลยที่ 1 ได้แบ่งมรดกที่ดินพิพาทออกเป็น 9 ส่วน โดยจำเลยที่ 1 ได้รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทด้วยตามแผนที่ดินสังเขป โจทก์ทั้งแปดได้เข้าทำกินในที่ดินพิพาทได้ 2 ถึง 3 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้มาขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์ทั้งแปดอ้างว่าต้องการนำเงินจากการทำไร่มันสำปะหลังในที่ดินพิพาทไปส่งเสียบุตรเรียนหนังสือ โจทก์ทั้งแปดเห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นพี่น้องกันจึงตกลงให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทน คงมีแต่ข้อตกลงว่าให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่แทนโจทก์ทั้งแปด

ต่อมาโจทก์ทั้งแปดทราบว่าจำเลยที่ 1 จะนำที่ดินพิพาทออกประกาศขายเนื่องจากที่ดินพิพาทได้ออกเอกสารสิทธิเป็นที่ดิน ส.ป.ก. 4 - 01 แล้ว และเมื่อโจทก์ทั้งแปดไปตรวจสอบที่ดินพิพาทที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิ จึงได้ทราบว่ามีที่ดินพิพาทได้ถูกประกาศให้เป็นที่ดินอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้นำที่ดินพิพาทไปแจ้งขอเข้าทำประโยชน์ต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิโดยอยู่ระหว่างการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ทั้งแปดได้ยื่นหนังสือคัดค้านการกระทำของจำเลยทั้งสามไว้ตามหนังสือคัดค้าน ส่วนจำเลยทั้งสามอ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่า

จำเลยทั้งสามไม่ได้ไปขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดทั้งไม่ทราบว่าที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดตั้งอยู่ที่ใด ที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิตาม ภ.บ.ท.5 ที่จำเลยทั้งสามนำไปแจ้งขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิตามรายงานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิ และตามแบบตรวจสอบการใช้ประโยชน์แนวเขตที่ดิน และคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินก็เป็นที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับการให้จากนายทั่งประมาณ 2 ถึง 3 ปี ก่อนนายทั่งจะถึงแก่ความตาย

เห็นว่า ที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดตามหนังสือสัญญาซื้อขายกับที่ดินที่จำเลยทั้งสามนำไปแจ้งขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินตาม ภ.บ.ท.5 ต่างก็เคยเป็นที่ดินมือเปล่าของนายทั่งบิดาโจทก์ทั้งแปดและจำเลยที่ 1 มาก่อน ทั้งปรากฏตาม ภ.บ.ท.5 ของที่ดินมือเปล่าของจำเลยทั้งสามว่า ที่ดินทั้งสองแปลงล้วนเคยมีที่ตั้งอยู่ในท้องที่หมู่ที่ 10 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ มาก่อนแม้ต่อมาที่ดินมือเปล่าของจำเลยทั้งสามจะเปลี่ยนมาตั้งอยู่ในหมู่ที่ 3 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ในภายหลังก็ตาม แต่ตามใบเสร็จรับเงินภาษีบำรุงท้องที่ของที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดแผ่นสุดท้าย ก็ปรากฏว่าที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดก็เคยมีที่ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลวะตะแบก

อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ มาก่อนเช่นกัน และปัจจุบันที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดได้เปลี่ยนที่ตั้งใหม่เป็นหมู่ที่ 21 บ้านยางเกี่ยวแฝก ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ แล้ว ที่ดินมือเปล่าของจำเลยทั้งสามที่นำไปแจ้งขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตที่ดินปฏิรูปก็ปรากฏในแบบตรวจสอบสิทธิการใช้ประโยชน์ แนวเขตที่ดินและคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินและตามรายงานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิว่า จำเลยที่ 2 ระบุว่าที่ดินในส่วนของจำเลยที่ 2 ตั้งอยู่ที่บ้านยางเกี่ยวแฝกพัฒนา หมู่ที่ 21 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ และจำเลยที่ 3 ระบุว่าที่ดินในส่วนของจำเลยที่ 3 ตั้งอยู่บ้านยางเกี่ยวแฝกหมู่ที่ 3 ตำบลวะตะแบก

อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งระบุในแบบตรวจสอบสิทธิการใช้ประโยชน์แนวเขตที่ดินและคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินว่า ที่ดินของจำเลยที่ 2 ตั้งอยู่บ้านยางเกี่ยวแฝกพัฒนา หมู่ที่ 21 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โดยมีนายอุดม กำนันตำบลวะตะแบกเป็นผู้รับรอง ส่วนจำเลยที่ 3 ได้ระบุในแบบตรวจสอบสิทธิการใช้ประโยชน์แนวเขตที่ดิน และคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินว่า ที่ดินของจำเลยที่ 3 ตั้งอยู่บ้านยางเกี่ยวแฝก หมู่ที่ 3 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โดยมีนายชูเกียรติ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 21 ตำบลวะตะแบกเป็นผู้รับรอง ซึ่งที่ดินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ครอบครองเป็นที่ดินแปลงเดียวกันจำเลยที่ 2 ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่เนื้อที่ประมาณ 50 ไร่

ส่วนจำเลยที่ 3 ครอบครองเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่เศษ ที่ดินของจำเลยที่ 2 ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 21 ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เช่นเดียวกันกับที่ตั้งของที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดคงแตกต่างกันแต่เพียงที่ตั้งของที่ดินในส่วนของจำเลยที่ 3 เท่านั้น แต่ที่ดินในส่วนของจำเลยที่ 3 มีนายชูเกียรติซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 21 เป็นผู้รับรองการทำประโยชน์จึงเชื่อว่าพื้นที่ในหมู่ที่ 3 ต้องอยู่ติดต่อกับพื้นที่ในหมู่ที่ 21 ทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เกิดความสับสนไม่แน่ใจว่าที่ดินส่วนที่ตนครอบครองตั้งอยู่หมู่ที่เท่าใดแน่ และตั้งอยู่หมู่เดียวกันทั้งแปลงหรือไม่ ทำให้มีการแจ้งแก่ทางราชการเกี่ยวกับที่ตั้งของที่ดินในเอกสารต่าง

ๆ ต่างกัน แต่เนื่องจากที่ดินส่วนของจำเลยที่ 2 และส่วนของจำเลยที่ 3 เป็นที่ดินผืนเดียวกันและอยู่ต่อกัน ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 แจ้งการได้มาของที่ดินไว้ว่าซื้อมาจากนายทองในระหว่างปี 2515 ถึง 2522 ตามแบบตรวจสอบสิทธิการใช้ประโยชน์แนวเขตที่ดิน และคำขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของนายทอง พยานโจทก์ทั้งแปดซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิมที่เบิกความว่า พยานได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายทั่งเมื่อประมาณปี 2517 ตามหนังสือสัญญาซื้อขายอีกทั้งจำนวนเนื้อที่ของที่ดินจำเลยที่ 2 และที่ 3 รวมกันก็มีเนื้อที่ใกล้เคียงกับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปด และโจทก์ทั้งแปดกับจำเลยทั้งสามต่างนำสืบตรงกันว่า

ทางทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองฝ่ายต่างจดที่ดินของนายเดชาเหมือนกัน พยานหลักฐานโจทก์ทั้งแปดจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสาม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งแปดตามแผนที่สังเขปกับที่ดินมือเปล่าตาม ภ.บ.ท.5 ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นที่ดินแปลงเดียวกันและตั้งอยู่หมู่ที่ 21 บ้านยางเกี่ยวแฝก ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ที่เดียวกัน ฎีกาของโจทก์ทั้งแปดในข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ทั้งแปดมีว่า โจทก์ทั้งแปดมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ที่ 1 เบิกความว่า หลังจากพยานทราบจากบุตรชายว่าจำเลยที่ 1 จะประกาศขายที่ดินพิพาททั้งแปลงอ้างว่าเป็นที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 พยานกับพวกจึงไปสอบถามผู้ใหญ่บ้านบ้านยางเกี่ยวแฝกได้รับแจ้งว่า

จำเลยทั้งสามได้นำที่ดินพิพาทไปแจ้งขอออกเป็นหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 ต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิแล้ว เมื่อไปสอบถามสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิได้รับแจ้งว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นำที่ดินพิพาทมายื่นเรื่องขอออกเอกสารสิทธิเป็นหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก. 4 - 01 เป็นชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขณะนั้นอยู่ระหว่างดำเนินการออกเอกสารให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่ ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่เบิกความว่า ที่ดินของจำเลยที่ 1 ถูกประกาศให้อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิ ภายหลังจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับมอบที่ดินของจำเลยที่ 1 แล้ว

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นำที่ดินไปแจ้งการครอบครองเพื่อแสดงต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิเพื่อขออนุญาตเข้าทำกินในที่ดินดังกล่าว และต่อมาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับอนุญาตให้เข้าทำกินในที่ดินปฏิรูปซึ่งเป็นที่ดินเดิมของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ที่ดินที่โจทก์ทั้งแปดอ้างว่ามีสิทธินั้นเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว ซึ่งตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ดังนี้ บุคคลหรือเกษตรกรที่จะเข้ามาอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินได้ต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก่อน

ฉะนั้น แม้ว่าโจทก์ทั้งแปดจะครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินก็ตาม แต่เมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินดังกล่าวให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ที่ดินดังกล่าวย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และเมื่อมีการดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจจัดให้บุคคลใดเข้าถือครองและทำประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคัดเลือกที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด การกระทำของจำเลยทั้งสามหาเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งแปดไม่ โจทก์ทั้งแปดจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งแปดข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์ · สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย · ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3233/2563

ที่ดินพิพาทแปลงที่สามที่โจทก์และจำเลยกล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ (ส.ป.ก. 4 - 01) ให้แก่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2328/2561

ที่ดินพิพาทที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ (ส.ป.ก. 4 - 01) ให้แก่ผู้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9797/2558

การประกาศเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 แม้ทำให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8921/2558

ที่ดินที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธินั้นเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ดินรวมทั้งต้นยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4049/2552

ที่ดินที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธินั้นเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดช…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้