Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 876/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้โจทก์มีข้อโต้แย้งกับทางราชการเป็นคดีฟ้องร้องกันอยู่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์อันอาจถูกเพิกถอนได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่การที่จำเลยใช้ให้คนนำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถดันที่ดินพิพาทแล้วจุดไฟเผาต้นไม้ต่าง ๆ ที่โจทก์ปลูกไว้เสียหาย แม้จะอ้างว่ากระทำไปโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาว่าจ้างให้จำเลยก่อสร้างสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ของหน่วยราชการ แต่ก็เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและทรัพย์สินของโจทก์โดยไม่มีอำนาจที่จะทำได้ตามกฎหมายเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) เล่มที่ 2 หน้า 104 สารบบเล่ม 626 เนื้อที่ 30 ไร่ และที่ดินอื่นอีก 100 ไร่ รวมเนื้อที่ 130 ไร่ โดยซื้อมาจากนายแถม เชื้อเกษกิจ เมื่อ 20 ปี มาแล้ว โจทก์ทำประโยชน์ด้วยการปลูกพืชไร่ประเภทต้นมะม่วง ต้นยูคาลิปตัสและไม้ยืนต้นอื่น ๆ ส่วนจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยทั้งสองจ้างบุคคลอื่นนำรถแทรกเตอร์และรถไถบุกรุกเขาไปไถดันดินในที่ดินแปลงดังกล่าวทางด้านทิศใต้เนื้อที่ 40 ไร่เศษและจุดไฟเผาเป็นเหตุให้ต้นยูคาลิปตัสที่โจทก์ปลูกได้รับความเสียหาย 16,000 ต้นราคาต้นละ 10 บาท เป็นเงิน 160,000 บาท ต้นมะม่วง 15 ต้น

ราคาต้นละ 3,000 บาทเป็นเงิน 45,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 205,000 บาท แล้วจำเลยทั้งสองปลูกอาคารและสิ่งปลูกสร้างลงบนที่ดินพร้อมทั้งครอบครองที่ดินโจทก์ทั้งหมด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 205,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันทำละเมิดไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและพาบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์อีกจำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จังหวัดอุทัยธานีจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์อุทัยธานีในที่ดินพิพาท ต้นไม้ในที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์

โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ3,000 บาท คำขออื่นให้ยกจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาจำนวน 825 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2537 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการได้ทำสัญญาก่อสร้างสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์อุทัยธานีในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 130 ไร่ เป็นที่ดินตามใบจอง (น.ส.2)

เล่มที่ 2 หน้า 104สารบบเล่ม 626 ตำบลไผ่เขียว อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี เนื้อที่ 30 ไร่ ใบจองนี้นายอำเภอสว่างอารมณ์แจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2538 ว่า ออกทับที่สาธารณประโยชน์ (หน้าเขาป่ารวก) ให้นำใบจองไปคืนเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอสว่างอารมณ์เพื่อดำเนินการเพิกถอนต่อไป โจทก์ทำบันทึกถ้อยคำคัดค้านการเพิกถอนใบจองดังกล่าว และได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่107/2539

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 บัญญัติว่า ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดีในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต ในคดีนี้ศาลวินิจฉัยว่า ยังไม่ได้ข้อยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นสาธารณประโยชน์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า ในคดีเดิมแม้ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองโดยชอบหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์อันอาจถูกเพิกถอนได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ใช้คนนำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถดันที่ดินพิพาททางด้านทิศใต้เป็นเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ แล้วจุดไฟเผาต้นไม้ต่าง

ๆ ทำให้ต้นยูคาลิปตัสที่โจทก์ปลูกไว้ประมาณ 10 เดือน ถูกไฟเผาไหม้ได้รับความเสียหายจำนวน 16,000 ต้น ราคาต้นละ10 บาท คิดเป็นค่าเสียหาย 160,000 บาท และต้นไม้อื่น ๆ เสียหายอีกนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะอ้างว่ากระทำไปโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย ล.1 ก็ตามแต่พฤติการณ์การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและทรัพย์สินของโจทก์บนที่ดินพิพาทโดยไม่มีอำนาจที่จะทำได้ตามกฎหมายเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินของโจทก์ เมื่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้ ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น...

อนึ่งในชั้นนี้จำเลยทั้งสองฎีกาว่าไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายจำนวน 172,000 บาทคิดเป็นค่าขึ้นศาล 4,300 บาท จำเลยทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์205,000 บาท เป็นเงิน 5,125 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมาเป็นเงิน 825 บาทแก่จำเลยทั้งสองพิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 825 บาท แก่จำเลยทั้งสองค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ"

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดลจรัส รัตนโศภิต · ประพันธ์ ทรัพย์แสง · จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 523/2562

โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อก่อสร้างอาคารและดำเนินการจัดหาผลประโยชน์ และโจทก์ได้รับมอบสถานที่เช่าตามสัญญาแล้ว โดยข้อ 7 วรรคสอง กำหนดเป็นหน้าที่ของผู้เช่าต้องสำรวจศึกษาพื้นที่โครง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9489/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประมาทเลินเล่อขับรถบรรทุกชนท้ายรถโดยสาร ทำให้รถโดยสารที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์อยู่ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น และ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6101/2558

โจทก์บรรยายฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยนำพวกและบริวารบุกรุกเข้ามาในโรงแรมของโจทก์ รื้อค้นปิดล็อกประตูห้องทำงานของพนักงานและสั่งให้พนักงานของโจทก์เปิดห้องเพื่อให้บริวารของจำเลยเข้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้