คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ โจทก์นำยืดที่นามือเปล่าว่า เป็นของจำเลย+++++คดี ผู้ร้องร้องขัดทรัพย์ว่า ที่นาแปลงนี้ผู้ร้องได้ซื้อมาจากจำเลย ดังปรากฎตามสัญญาท้ายคำร้องขอให้ศาลสั่งให้ยึด โจทก์,จำเลยโต้เถียงกันว่า สัญญาระหว่างผู้++++++จำเลยเป็นสัญญาจะซื้อขาย ผู้ร้องไม่มีสิทธิเหนือทรัพย์+++++++
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่า สัญญานั้นมีความหมายเพียงให้ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อเข้าทำประโยชน์ในที่เท่านั้น หาใช่จำเลยผู้ทำการครอบครองไม่ จึงสั่งให้ยกคำร้องศาลอุทธรณ์++++++ตามสัญญาผู้ซื้อได้สิทธิครอบครองอย่างเป็นเจ้าของและพิพากษากลับ ให้ถอนการยึด
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา,
ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญามีข้อความว่า "ข้อ๑ ผู้ขายยอมตกลงขายที่ดิน...........เป็นราคา ๓๐๐๐ บาท" "ข้อ ๒. ในระหว่างซื้อขายกันนี้ ผู้ซื้อได้วางเงินประจำให้ไว้แก่ผู้ขายเป็นจำนวนเงิน ๕๐๐ บาท." "ข้อ ๔. ส่วนเงินจำนวนที่ยังค้างอีก ๒๕๐๐ บาท ผู้ซื้อจะนำไปชำระให้ผู้ขายต่อหน้าเจ้าพนักงานหอทะเบียนที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมทั้งทำการโอนกรรมสิทธิที่ดินกัน" ข้อ ๕. ในระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายยังมิได้ทำการโอนกรรมสิทธิกันนี้ ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้ได้ตามลำพับทันที" ในวันทำสัญญา จำเลยยอมให้ผู้ร้องเข้าทำประโยชน์ในที่รายนี้ตามข้อ ๕
ศาลฎีกาเห็นว่า การเข้าทำประโยชน์รายนี้ หาใช่ครอบครองในฐานะเป็นเจ้าของสิทธิขาดไม่ สัญญาระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง เป็นสัญญาจะซื้อขายเพราะยังจะต้องชำระเงินที่ค้างและทำการโอนทะเบียนกันต่อไป การครอบครองของผู้ร้องในระหว่างรอการชำระเงินที่ค้างและการโอนเช่นนี้ ต้องถือว่าอยู่ในฐานะครอบครองแทนจำเลย ผู้ร้องจะถือที่เป็นสิทธิแก่ตน โดยการเข้าทำประโยชน์ยังไม่ได้
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น.