Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 884/2515

พ.ศ. 2515 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การฟ้องนายจ้างให้ร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง ไม่จำต้องบอกกล่าวนายจ้างก่อนเพราะถือได้ว่าผิดนัดมาตั้งแต่วันละเมิดแล้วผู้ซื้อรถจักรยานยนต์จากผู้ขายโดยชำระราคาเพียงครึ่งหนึ่งที่เหลือจะชำระเมื่อไรก็ได้ และผู้ขายจะโอนทะเบียนเป็นชื่อผู้ซื้อเมื่อชำระราคาให้ครบแล้ว ดังนี้ กรรมสิทธิ์ในรถได้โอนเป็นของผู้ซื้อแล้ว เมื่อมีผู้ทำละเมิดให้รถจักรยานยนต์เสียหาย ผู้ซื้อมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ข้าราชการผู้มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการ และเบิกไปแล้ว จะฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลจากผู้กระทำละเมิดอีกไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างมีหน้าที่ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้าง ตามธุรกิจการงาน ตามทางการที่จ้างวันที่ 7 มีนาคม 2510 เวลากลางคืนโจทก์ขับขี่รถจักรยานยนต์ของโจทก์มุ่งหน้าไปทางพระโขนง ตามถนนสุขุมวิท พอถึงปากซอย 23ประสานมิตรจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 สวนทางมาด้วยความเร็วและมิได้ให้สัญญาณเลี้ยวหักรถเข้าซอยประสานมิตร ตัดหน้ารถของโจทก์โดยกระทันหันและกระชั้นชิด ชนรถของโจทก์อย่างแรงเป็นเหตุให้ไฟลุกไหม้รถของโจทก์เสียหาย โจทก์ได้รับอันตราย ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจ 85 วัน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแขวงพระนครใต้พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยประมาท ชนคนบาดเจ็บสาหัส จำคุก 45 วันตามคดีหมายเลขแดงที่ 3685/2510 จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่ารักษาพยาบาล ค่าเวชภัณฑ์ ทั้งในและนอกโรงพยาบาลตลอดจนค่าพาหนะไปกลับโรงพยาบาล ตามฟ้องข้อ 3 ก.ถึง จ. เป็นเงิน42,928 บาท ค่าเสียหายเพื่อการที่โจทก์เสียความสามารถประกอบการงานบางส่วน เป็นเงิน 20,000 บาท รถจักรยานยนต์ของโจทก์เสียหาย ใช้การไม่ได้ เป็นเงิน 6,000 บาท จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 68,928 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า

จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างมีหน้าที่ขับรถของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับขี่มา จะเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ไม่ทราบ ทั้งมิใช่เป็นไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 จึงหาต้องร่วมรับผิดด้วยไม่ โจทก์มิได้เสียค่ารักษาพยาบาลตามจำนวนที่ฟ้องแม้เสียไปจริง ก็ไม่มากมายเช่นนั้น ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากรถยนต์ชน 20,000 บาทไม่เป็นความจริง โจทก์ไม่ซ่อมแซมรถจักรยานยนต์เพราะต้องการค่าเสียหายมากกว่าเป็นจริง ทั้งรถดังกล่าวมิใช่ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหาย โจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อ จำเลยไม่เคยรับหนังสือทวงถามจากโจทก์ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนคือค่ารักษาพยาบาลตามฟ้องข้อ

ก. เป็นเงิน 8,034 บาท ค่าจ้างพยาบาลพิเศษตามข้อ ข. 960 บาท ค่าพาหนะไปโรงพยาบาลตามข้อ ค. 360 บาทค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเลิศสินตามข้อ จ. 5,000 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 2,651 บาท รวม 27,005 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าทนายความ 500 บาทแทนโจทก์จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินให้โจทก์เป็นเงิน 24,005 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จเฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะ นอกจากที่แก้แล้วให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 150 บาทจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีของคดีเกิดแต่มูลละเมิดลูกหนี้ย่อมได้ชื่อว่าผิดนัดตั้งแต่วันที่ทำละเมิด ดังความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 บัญญัติว่า "ในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด"ฉะนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดนับแต่วันเวลาที่ทำละเมิดโดยมิพักต้องเตือนหรือบอกกล่าวก่อนในปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า

รถจักรยานยนต์ที่เสียหาย โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้นั้นได้ความจากนายพิชาญพยานโจทก์ว่า ได้ขายรถคันนี้ให้โจทก์ก่อนเกิดเหตุรถถูกชน3 เดือน เป็นเงิน 6,000 บาท โจทก์ชำระราคาให้ครึ่งหนึ่ง ส่วนที่ค้างชำระเมื่อไรก็ได้ แม้ผู้ขายจะโอนทะเบียนเป็นชื่อผู้ซื้อเมื่อชำระราคาให้ครบแล้วเห็นว่า กรรมสิทธิ์ในรถได้โอนเป็นของโจทก์ผู้ซื้อแล้ว ฉะนั้น เมื่อจำเลยทำความเสียหายแก่รถอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์แล้วโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ที่จำเลยฎีกาว่า ค่าพยาบาลในโรงพยาบาลตำรวจ โจทก์มีสิทธิเบิกเงินจำนวนนี้ได้จากทางราชการแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิให้จำเลยชดใช้อีกนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามกฎหมายเมื่อจำเลยเป็นผู้ทำละเมิดต่อโจทก์ให้ได้รับความเสียหายแก่ร่างกาย อนามัย แล้วจำเลยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น แต่ปัญหาเรื่องค่าสินไหมทดแทนนั้น กฎหมายให้เท่าที่เสียหายไปจริงไม่ต้องการให้มาหากำไรจากการเรียกค่าสินไหมทดแทน ข้อเท็จจริงคดีนี้คู่ความรับกันว่าค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลตำรวจมีเพียง 8,034 บาท ซึ่งโจทก์รับว่าเป็นข้าราชการ มีสิทธิเบิกเงินจำนวนนี้ได้ และเบิกเงินจำนวนดังกล่าวมาแล้วตามสิทธิจริง พฤติการณ์เช่นนี้จะถือว่าโจทก์ยังได้รับความเสียหายอยู่ 8,034 บาท และมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าเสียหายจำนวนนี้จากจำเลยอีกนั้นหาชอบไม่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 15,971 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนโจทก์เท่าที่ชนะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรัญ อิศระ · จินตา บุณยอาคม · อัศนี เกาไศยนันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5220/2539

แม้เกิดเหตุแล้วโจทก์ยังสามารถสอนหนังสือได้แต่การที่โจทก์ต้องทุพพลภาพเป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงไปจึงทำได้แต่เพียงสอนหนังสืออย่างเดียวทั้งๆที่ความรู้ความสามารถของโจทก์สามารถก้าวหน้าไปในทางวิชาการและดำรงตำแหน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6628/2538

จำเลยรับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันไว้จากผู้เอาประกันภัยเพื่อรับจ้างติดตั้งหลังคาไฟเบอร์กล๊าสจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องดูแลรักษารถยนต์มิให้สูญหายเพื่อจะได้คืนรถยนต์ให้ผู้ว่าจ้างเมื่อรถยนต์สูญหายไปในระหว่างที่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1909/2538

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่1ขับรถยนต์ไปตามถนน พหลโยธินซึ่งแบ่งเส้นทางจราจรเป็น2ช่องเดินรถโดยมีเกาะกลางถนนคั่นเมื่อถึงหน้ากรมการขนส่งทางบกจำเลยที่1ขับรถด้วยความประมาทด้วยความเร็วสูงไม่ระมัดระวังในการบัง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5014/2533

ประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยเมื่อเห็นสมควรศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาเหล่านั้นไป ได้โดยไม่ต้องย้อนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยใหม่ ข. เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขับรถยนต์บรรท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2959/2529

คดีฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากผู้กระทำละเมิดแม้จะมิได้บรรยายฟ้องว่าค่าขาดไร้อุปการะเป็นค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับตามกฎหมายโจทก์ที่1ที่2ควรได้เป็นรายเดือนรายปีคนละเท่าใดแต่เมื่อได้ระบุจำนวน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้