Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8843/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและได้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยทั้งสองกู้เงินโจทก์โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมกับจำเลยที่ 2 กู้เงินโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้จำนองที่ดินกับโจทก์ ดังนั้น การบอกกล่าวบังคับจำนองก่อนฟ้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น และโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 โดยชอบแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 โจทก์จึงหาจำต้องบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 1 ก่อนไม่ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1จะไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองจากโจทก์ก็ไม่มีผลอย่างใด สัญญากู้เงินข้อ 6 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่ผู้กู้ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดเงื่อนไข ผู้กู้ยอมให้ถือว่าเป็นการผิดนัดในจำนวนหนี้ทั้งหมดและให้ถือว่าบรรดาหนี้สินทั้งหลายตามสัญญานี้เป็นอันถึงกำหนดชำระทันที ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ผิดนัดผิดเงื่อนไขแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่จำต้องทวงถามก่อน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,982,550.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,470,365.64 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 198651 ถึง 198654 ตำบลบางเขน อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้โจทก์จนครบจำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน7,982,550.78 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปีของต้นเงิน 6,470,365.64 บาท

นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12ธันวาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 198651 ถึง 198654ตำบลบางเขน อำเภอเมืองนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2538 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำสัญญากู้เงินโจทก์ 6,500,000บาท ยินยอมให้ดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์สามารถเรียกเก็บจากผู้กู้ได้ โดยในขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 15.5 ต่อปี

ส่วนอัตราผู้กู้ผิดนัดหรือผิดเงื่อนไขเท่ากับร้อยละ 18.5 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนให้โจทก์เป็นรายเดือน อย่างน้อยเดือนละ 91,000 บาท ภายในวันที่ 16 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกในเดือนมิถุนายน 2538 กำหนดชำระคืนโจทก์ให้ครบภายใน 15 ปี ในวันเดียวกันนั้น จำเลยที่ 2 จำนองที่ดินรวม 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ไว้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัด โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองนับแต่วันทำสัญญากู้เงินโดยเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยรวม 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายโจทก์คิดดอกเบี้ยผิดนัดหรือผิดเงื่อนไขในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2538 เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องวันที่ 12 ธันวาคม 2539 จำเลยทั้งสองคงค้างชำระต้นเงินจำนวน 6,470,365.64 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 1,512,185.14 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปีหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามสัญญากู้เงินได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี และจำเลยทั้งสองไม่เคยทราบหรือได้รับหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ข้อนี้ปรากฏข้อความตามสัญญากู้เงิน ข้อ 2ระบุว่า เว้นแต่เมื่อผู้กู้ปฏิบัติผิดนัดผิดเงื่อนไข ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขที่ผู้ให้กู้ประกาศกำหนดภายใต้ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อปรากฏว่าตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นแบบผิดนัดผิดเงื่อนไข

จำเลยทั้งสองได้ผิดนัดผิดเงื่อนไขชำระหนี้ให้โจทก์แล้ว ทั้งปรากฏว่าโจทก์ได้มีประกาศที่ 9/2538 ข้อ 6.4 กำหนดให้ลูกค้าทั่วไป ที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขต้องเสียดอกเบี้ยอัตราสูงสุดเท่ากับร้อยละ 18.5 ต่อปี ประกอบกับตามสัญญากู้เงินระบุว่า ถ้าจำเลยทั้งสองผิดนัดผิดเงื่อนไขยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามที่โจทก์ประกาศกำหนด และตามสัญญากู้เงินก็มิได้มีข้อตกลงให้โจทก์ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองทราบก่อน ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดผิดเงื่อนไขในอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปีตามข้อสัญญาดังกล่าวได้โดยมิจำต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดผิดเงื่อนไขในอัตราดังกล่าวที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการสุดท้ายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองจากโจทก์เพราะโจทก์มิได้ส่งหนังสือดังกล่าวไปยังภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 การบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะโจทก์ยังมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายในเรื่องการบอกกล่าวบังคับจำนอง ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 4 แปลงและได้จำนองที่ดิน 4 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยทั้งสองกู้เงินโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมกับจำเลยที่ 2 กู้เงินโจทก์เท่านั้น

จำเลยที่ 1 ไม่ได้จำนองที่ดินกับโจทก์ ดังนั้น การบอกกล่าวบังคับจำนองก่อนฟ้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น และก็ปรากฏว่าโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 โดยชอบแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 โจทก์จึงหาจำต้องบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 1 ก่อนไม่ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองจากโจทก์ก็ไม่มีผลอย่างใด และเมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ผิดนัดผิดเงื่อนไข ตามสัญญากู้เงิน ข้อ 6 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่ผู้กู้ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดเงื่อนไขดังกล่าว ผู้กู้ยอมให้ถือว่าเป็นการผิดนัดในจำนวนหนี้ทั้งหมดและให้ถือว่าบรรดาหนี้สินทั้งหลายตามสัญญานี้เป็นอันถึงกำหนดชำระทันที ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้ผิดนัดผิดเงื่อนไขแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่จำต้องทวงถามก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิชัย วิสิทธวงศ์ · ไพศาล เจริญวุฒิ · จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3881/2568

หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2710/2568

แม้สัญญาจำนองจะทำขึ้นก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองก็ต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 181/2568

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านตามหมายบังคับคดี ถือเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญาตามสัญญากู้เงินและเป็นกรณีทรัพย์จำนองถูกเจ้าหนี้อื่นบังคับยึดไว้ ผู…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226/2567

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้นและในกรณีเป็นก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2737/2559

แม้การขายทอดตลาดทรัพย์จำนองจะเป็นการขายโดยวิธีปลอดจำนอง แต่การบังคับจำนองดังกล่าวไม่เป็นการทำให้หนี้ของจำเลยที่มีอยู่ต่อผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้และผู้รับจำนองระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๔๔ (๕) เนื่องจาก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้