Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 885/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การสั่งเพิกถอนการโอนตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 114 ถ้าปรากฏว่าไม่อาจบังคับให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ศาลก็กำหนดให้ชดใช้เงินแทนได้ การโอนสิทธิการเช่าระหว่างจำเลยและผู้คัดค้านได้กระทำในระหว่างที่สิทธิการเช่าตามสัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนด ยังมีประโยชน์และสามารถตีราคาได้เป็นทรัพย์สินของจำเลย เมื่อผู้คัดค้านได้รับโอนไปย่อมเป็นการรับโอนทรัพย์สินจากจำเลย และ ย่อมได้รับประโยชน์ตลอดเวลาแห่งสิทธิการเช่าดังกล่าวซึ่ง คำนวณราคาเป็นเงินได้ การเพิกถอนการโอนในส่วนดังกล่าวนี้ จึงยังอาจบังคับได้โดยให้ผู้คัดค้านชดใช้เงินแทนตามราคาที่ คำนวณได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2529 ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2529 และพิพากษาให้ล้มละลาย เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2529 ขณะนี้จำเลยยังไม่พ้นภาวะการล้มละลายเดิมจำเลยเป็นผู้เช่าตึกแถว 2 ชั้น ห้องเลขที่ 20 จากมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหารต่อมาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2529 จำเลยได้ทำหนังสือโอนสิทธิการเช่าให้แก่ผู้คัดค้านในราคา 1,700,000 บาท โดยผู้คัดค้านรู้ว่าจำเลยเป็นบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เชื่อว่าเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทน และเป็นการกระทำในระหว่างสามปีก่อนมีการขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้าน และให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม

ถ้าไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้คัดค้านชดใช้เงิน 1,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองทรัพย์สินของจำเลยผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า สิทธิการเช่าที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนนั้น เป็นสัญญาเช่าระหว่างมูลนิธิมหามงกุฎราชวิทยาลัยวัดบวรนิเวศวิหาร กับจำเลยฉบับลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2528ซึ่งสัญญาเช่าดังกล่าวได้หมดอายุลงแล้วตั้งแต่วันที่ 28กุมภาพันธ์ 2529 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย และไม่มีการต่อสัญญาเช่ากันอีกต่อไป ผู้ให้เช่าให้ผู้คัดค้านทำสัญญาเช่าหลังจากสัญญาเช่าฉบับเดิมหมดอายุลงแล้วอย่างไรก็ดี ในการโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวผู้คัดค้านได้รับโอนมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนให้จำเลยแล้วผู้ร้องมีอำนาจร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนการโอนเท่านั้น

ไม่มีอำนาจให้ผู้คัดค้านชดใช้เงินหรือค่าเสียหายแก่กองทรัพย์สินของจำเลย ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านรับโอนสิทธิการเช่าตึกพิพาทโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน แต่หลังจากครบกำหนดเวลาเช่าที่จำเลยเช่าจากวัดบวรนิเวศวิหารแล้วผู้คัดค้านได้ทำสัญญาเช่าตึกพิพาทกับวัดบวรนิเวศวิหารผู้ให้เช่าโดยตรง จึงไม่อาจเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าตึกพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านให้จำเลยกลับคืนสู่ฐานะเป็นผู้เช่าดังเดิมได้ แต่การโอนสิทธิการเช่ามีค่าตอบแทนเป็นเงิน 1,700,000บาท มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านชดใช้เงินจำนวน 1,700,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีแก่กองทรัพย์สินของจำเลย นับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2532 ซึ่งเป็นวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกผู้คัดค้านอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดเรื่องดอกเบี้ยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นผู้คัดค้านฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังได้ยุติว่าเดิมจำเลยเป็นผู้เช่าตึกพิพาทจากมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัยมีกำหนดอายุสัญญาเช่า 1 ปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2528 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2529 ดังปรากฏตามหนังสือสัญญาเช่าเอกสารหมาย ค.3 ครั้น เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2529 จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาโอนสิทธิการเช่าตึกพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านโดยได้แจ้งขออนุญาตจากผู้ให้เช่า ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2529ผู้ให้เช่ามีหนังสือแจ้งอนุมัติให้โอนได้ การโอนสิทธิการเช่านี้ผู้คัดค้านได้รับโอนมาโดยไม่มีค่าตอบแทนแต่อ้างว่าได้ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นเงิน 1,700,000 บาท

หลังจากสัญญาเช่าตึกพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้ให้เช่าหมดอายุ ผู้ให้เช่าได้ทำสัญญาให้ผู้คัดค้านเช่าตึกพิพาทมีอายุการเช่า 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2529 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2530 ดังปรากฏตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย ค.4 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2529โจทก์จึงได้ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย หลังจากสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย ค.4 หมดอายุ ผู้คัดค้านก็ได้รับการต่ออายุสัญญาเช่าตลอดมา ดังปรากฏตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย ค.5 และ ค.6วันที่ 13 พฤศจิกายน 2532 ขณะอยู่ในอายุสัญญาเช่าระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้คัดค้าน ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าเป็นคดีนี้ปัญหาแรกที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า เมื่อศาลไม่มีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านจึงไม่อาจสั่งให้ผู้คัดค้านชดใช้เงินนั้น

เห็นว่า ที่ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านใช้เงินแทนด้วย เหตุที่โดยสภาพแล้วมิอาจให้จำเลยกลับคืนสู่ฐานะเป็นผู้เช่าดังเดิมได้นั้น เป็นการสั่งเพิกถอนการโอนแล้ว แต่เนื่องจากสภาพที่ไม่อาจบังคับให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ประจักษ์แน่ชัดแล้ว จึงกำหนดสภาพการบังคับเป็นให้ชดใช้เงินแทนตามผลแห่งสภาพความจริงที่ปรากฏเป็นประจักษ์นั้นได้ในรูปคำสั่งเดียว ฎีกาผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาที่ผู้คัดค้านฎีกาข้อต่อมาว่า สิทธิการเช่าตึกพิพาทที่ผู้คัดค้านรับโอนจากจำเลยมานั้นได้ครบกำหนดตามเงื่อนเวลาสิ้นสุดไปแล้วนั้น เห็นว่า การโอนสิทธิการเช่าระหว่างจำเลยและผู้คัดค้านได้กระทำในระหว่างที่สิทธิการเช่ายังไม่ครบกำหนดยังมีประโยชน์และสามารถตีราคาได้เป็นทรัพย์สินของจำเลยเมื่อผู้คัดค้านได้รับโอนไปย่อมเป็นการรับโอนทรัพย์สินจากจำเลย และย่อมได้รับประโยชน์ตลอดเวลาแห่งสิทธิการเช่าดังกล่าวซึ่งคำนวณราคาเป็นเงินได้

การเพิกถอนการโอนในส่วนดังกล่าวนี้จึงย่อมอาจบังคับได้โดยให้ผู้คัดค้านชดใช้เงินแทนตามราคาที่คำนวณได้นั้น ข้อเท็จจริงแห่งคดีก็ปรากฏตามที่ผู้คัดค้านนำสืบว่าได้มีการคำนวณกำหนดราคาไว้ และคดีฟังไม่ได้ความว่า ผู้คัดค้านได้ชำระราคาดังกล่าวแล้ว การเพิกถอนการโอนโดยให้ผู้คัดค้านชดใช้เงินแทนตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วินัย วิมลเศรษฐ · สวิน อักขรายุธ · สะสม สิริเจริญสุข
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5643/2540

คำว่า "ศาล" ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 24 หมายถึงศาลที่มีคำสั่งหรือความเห็นชอบในการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของลูกหนี้เฉพาะในกรณีที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 24…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1387/2538

ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่2เข้าว่าความด้วยตนเองโดยมิได้แต่งทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนซึ่งไม่ต้องเสียค่าจ้างทนายความจึงไม่ชอบที่จะกำหนดให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าทนาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226/2567

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้นและในกรณีเป็นก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2358/2567

สัญญาซื้อขายมีข้อความระบุชัดเจนว่า โจทก์ตกลงซื้อประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบรายได้ใด ๆ อันเกิดจากการขาย ให้เช่า หรือความตกลงใด ๆ ซึ่งคล้ายกันที่เกี่ยวกับที่ดิน ผ่านการจัดสรรหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 โดยผู้ซื้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2566

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกันแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ โดยระบุในคำฟ้องว่า จ. โดย ท. ผู้แทนโดยชอบธรรม จำเลยที่ 4 และ ด. โดย ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม จำเลยที่ 5 จึงเป็นการฟ้อง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้