Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8885/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยก็เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสยื่นคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้องสอด แต่เมื่อปรากฏว่าทนายผู้ร้องสอดผู้ยื่นอุทธรณ์และทนายจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันมีผลเท่ากับว่าทนายจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้ร้องสอดได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นมาแต่ต้นและจำเลยอาจยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้อยู่แล้ว ศาลชั้นต้นไม่จำต้องสั่งให้ผู้ร้องสอดนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้อีก ดังนั้น แม้ผู้ร้องสอดจะไม่ได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลย ก็ไม่ถือว่าผู้ร้องสอดทิ้งอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกไปจากบ้านพิพาทเลขที่ ๑๑๐๔ ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านพิพาทของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้ใหม่

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจึงอนุญาตให้ทำการพิจารณาคดีนี้ใหม่ จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้ว่า บ้านพิพาทซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๒๒๔ ตำบลตลาด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นทรัพย์มรดกของบิดามารดาโจทก์และจำเลย และจำเลยเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกดังกล่าว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องสอดได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ขอเข้าเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่าผู้ร้องสอดเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกที่ดินและบ้านพิพาทตามฟ้องคนหนึ่ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องสอดเป็นบริวารจำเลยหรือพักอาศัยอยู่ในบ้านพิพาทที่โจทก์ฟ้องขับไล่ ทั้งคดีไม่มีประเด็นให้วินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งทรัพย์มรดก กรณีตามคำร้องไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องสอดเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องสอด สำเนาให้โจทก์และจำเลยแก้ การส่งไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด และให้ผู้ร้องสอดนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน ๗ วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ผู้ร้องสอดนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้เฉพาะโจทก์ และโจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์เข้ามาภายในกำหนดแล้ว ส่วนจำเลยนั้นปรากฏว่าผู้ร้องสอดมิได้มานำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้ภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลชั้นต้น ตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๓ ศาลชั้นต้นจึงให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ เพื่อพิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิจารณาแล้ว เห็นว่า ผู้ร้องสอดเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๖ ให้จำหน่ายคดี (ของผู้ร้องสอด) ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดเพียงว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะให้ดำเนินคดีของผู้ร้องสอดต่อไปโดยไม่จำหน่ายคดีของผู้ร้องสอดออกจากสารบบความหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย ก็เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสยื่นคำแก้อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดเท่านั้น แต่ปรากฏว่าคดีนี้ทนายผู้ร้องสอดผู้ยื่นอุทธรณ์และทนายจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกันมีผลเท่ากับว่าทนายจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้ร้องสอดได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นมาแต่ต้นและจำเลยอาจยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้อยู่แล้ว โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องสั่งให้ผู้ร้องสอดนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้อีก และชอบที่จะสั่งให้ทนายจำเลยซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกับทนายผู้ร้องสอดยื่นคำแก้อุทธรณ์เข้ามาภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดได้เลย

เมื่อปรากฏว่าคดีนี้ผู้ร้องสอดได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์และโจทก์ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์เข้ามาแล้ว ทั้งทนายจำเลยก็ได้แถลงต่อศาลว่า จำเลยไม่ติดใจยื่นคำแก้อุทธรณ์ แม้จะเป็นการแถลงเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่ผู้ร้องสอดจะต้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยแก้แล้วก็ตาม ตามพฤติการณ์ศาลฎีกาก็เห็นเป็นการสมควรที่จะให้ดำเนินคดีของผู้ร้องสอดต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของผู้ร้องสอดเสียจากสารบบความมานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๑ และให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายปรีชา พวงสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเรวัตร อัศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2563 (เลขอ้างอิง 662542)

แม้ตามสัญญาข้อ 19 คู่สัญญาได้แสดงเจตนาไว้ชัดแจ้งว่าถ้าจำเลยทั้งสองส่งมอบงานล่าช้ากว่าวันแล้วเสร็จจำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ดำเนินการปรับเป็น รายวัน วันละ 1,939.50 บาท ก็ตาม แต่เงินค่าปรับ ในกรณีที่จำเลยท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13881/2556

ตามรายงานกระบวนพิจารณา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า คดีของโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา หมายเรียกจำเลยทั้งสามมาให้การในวันเดียวกับวันนัดพร้อม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2475/2556

คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่เห็นว่าโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไม่ครบถ้วนและมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์ให้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามทุนทรัพย์ให้ครบถ้วนถูกต้องภายใน 15 วันนับแต่ทราบคำสั่ง เป็นคำสั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 414/2553

ในกรณีที่โจทก์ทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ศาลมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 (1) แต่บทบัญญัติมาตรา 132 (1) นี้มิได้บังคับเด็ดขาดว่า ศาลต้องจำหน่ายคดีทุกกรณี แต่ให้ศ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5816/2550

จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ โดยจำเลยมีสิทธินำบัตรไปใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการจากสถานประกอบการและถอนเงินสดจากธนาคารที่เป็นสมาชิกของโจทก์ และโจทก์ตกลงออกเงินทดรองจ่ายให้แก่สถานประกอบการแ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้