คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาขายที่ดินโฉนดที่ 424 ตำบลหล่มสักอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้แก่โจทก์ในราคา 770,000 บาทโจทก์วางมัดจำไว้แล้วเป็นเงิน 200,000 บาท ส่วนที่เหลือ 570,000บาท ตกลงชำระในวันกำหนดรับโอนที่ดิน หากไม่ชำระตามกำหนดโจทก์ยอมให้จำเลยริบเงินมัดจำ ถ้าจำเลยไม่ยอมขาย ยอมให้โจทก์ปรับเป็นเงิน 200,000 บาท เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่สามารถโอนขายที่ดินได้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 400,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจำเลยให้การว่า โจทก์ทราบดีว่าที่ดินโฉนดที่ 424 ที่จะขายนั้น เป็นของเด็กหญิงเกษร ลียากาศ และเด็กหญิงลียา ลียากาศบุตรผู้เยาว์ของจำเลย ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธินำที่ดินดังกล่าวไปขายให้โจทก์โดยพลการ และต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขายที่ดินแปลงนี้ จึงเป็นเหตุสุดวิสัย
ไม่ใช่ความผิดของจำเลยโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับ ส่วนเงินมัดจำ 200,000 บาท นั้นจำเลยได้ให้ทนายจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับคืนแล้ว โจทก์ไม่ไปรับคืนเอง จำเลยมิได้ผิดนัด โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกดอกเบี้ยขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น วันที่ 5 ตุลาคม 2530 จำเลยได้นำเงินมัดจำ 200,000 บาท มาวางไว้ต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้โจทก์รับไป และโจทก์ได้รับเงินมัดจำดังกล่าวคืนไปแล้ว โจทก์คงติดใจดำเนินคดีเกี่ยวกับเบี้ยปรับและดอกเบี้ยต่อไปศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้โจทก์อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 30 กรกฎาคม2530 จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2530 คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
"ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2530 จำเลยซึ่งเป็นมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิงเกษร ลียากาศ และเด็กหญิงลียา ลียากาศ บุตรผู้เยาว์ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดที่ 424 ตำบลหล่มสัก อำเภอหล่มสักจังหวัดเพชรบูรณ์ ของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยได้รับเงินมัดจำจากโจทก์ไปแล้ว 200,000 บาท ที่เหลือจะชำระในวันโอนวันที่ 2 กรกฎาคม 2530 ถ้าจำเลยไม่ยอมขาย ให้โจทก์ปรับเป็นเงิน 200,000 บาท ตามหนังสือสัญญาการซื้อขายเอกสารหมาย จ.1โดยตอนตกลงซื้อขายกันโจทก์ก็ทราบว่าที่ดินที่จะขายเป็นของบุตรผู้เยาว์ของจำเลย แต่โจทก์บอกว่าทำสัญญาแล้วค่อยไปร้องขอต่อศาล จึงมีการทำสัญญาจะซื้อขายกันหลังจากทำสัญญากันแล้ววันที่ 14 พฤษภาคม 2530 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขออนุญาตขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์แทนบุตรผู้เยาว์ทั้งสองของจำเลยศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว
ไม่อนุญาตให้ขายโดยยกคำร้องของจำเลยเสียคดีถึงที่สุดโดยจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 127/2530 ของศาลชั้นต้น และจำเลยมิได้โอนที่ดินให้โจทก์ตามสัญญา คดีมีปัญหาว่าจำเลยผิดสัญญาและจะต้องเสียค่าปรับให้โจทก์หรือไม่เพียงใดพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า โจทก์ทราบดีอยู่แล้วในขณะทำสัญญาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของบุตรผู้เยาว์ของจำเลย ซึ่งจะต้องขออนุญาตศาลก่อนจึงจะขายได้ และข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลขออนุญาตขายที่ดินแทนผู้เยาว์ภายหลังทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์เพียงเดือนเศษ ไม่ปรากฏว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำเข้าไต่สวนในคดีดังกล่าวนั้น จำเลยจงใจจะไม่ให้ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตเพื่อหลีกเลี่ยงการโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์ การที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขายที่ดินของบุตรผู้เยาว์ จะถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบหาได้ไม่ จำเลยไม่ผิดสัญญาจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าปรับให้แก่โจทก์ตามสัญญา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.