Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 891/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

รถยนต์เก๋งที่โจทก์รับประกันภัยไว้ถูกรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยค้ำจุนพุ่งชนได้รับความเสียหาย โจทก์ได้เสียเงินซ่อมแซมรถยนต์เก๋งไปแล้วจึงขอรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันมาฟ้องจำเลยที่ 1ให้รับผิดในฐานะนายจ้างของผู้ขับรถยนต์คันที่ก่อเหตุละเมิดและให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนดังนั้นการรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของจำเลยที่ 1 และที่ 2จึงแตกต่างกันจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในฐานะนายจ้างของผู้ทำละเมิด ซึ่งมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคแรก ส่วนจำเลยที่ 2จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาประกันวินาศภัยมีอายุความ2 ปี นับแต่วันวินาศภัย ตามมาตรา 882 วรรคแรก อายุความฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 295 บัญญัติให้เรื่องอายุความเป็นคุณหรือเป็นโทษเฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น ฉะนั้น การฟ้องร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะนายจ้างของผู้ทำละเมิดขาดอายุความ1 ปี จึงย่อมเป็นคุณเฉพาะแต่จำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยซึ่งมีอายุความ 2 ปีนับแต่วันวินาศภัยคดีนี้ความรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2536 โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2537เป็นการฟ้องภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยการฟ้องร้องจำเลยที่ 2จึงไม่ขาดอายุความ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน 7อ-3493 ของนายสมศักดิ์ ยิ่งสิทธิศักดิ์คง เมื่อวันที่24 ตุลาคม 2536 เวลา 11.30 นาฬิกา นายประทีป บัวชุ่มซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน10-1576 นครสวรรค์ ที่เอาประกันภัยค้ำจุนไว้แก่จำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเป็นเหตุให้พุ่งชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้นำรถยนต์ไปซ่อมโดยต้องเสียค่าซ่อมและค่าอะไหล่ไปเป็นเงิน 15,880 บาท โจทก์จึงเป็นผู้รับช่างสิทธิมาเรียกร้องเอาค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่โจทก์ได้จ่ายค่าซ่อมไป ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าซ่อมรถยนต์พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำนวน 16,947 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี

จากต้นเงินจำนวน 15,880 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7อ-3493 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นนายจ้างของนายประทีป บัวชุ่ม ผู้ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน10-1576 นครสวรรค์ และเหตุแห่งคดีนี้มิได้เกิดจากความประมาทของนายประทีป ค่าเสียหายสูงเกินความจริง ฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความโดยโจทก์ฟ้องเกิน 1 ปีนับแต่วันละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การฟ้องร้องให้จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันวินาศภัยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนขาดอายุความแล้วหรือไม่เนื่องจากคดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคแรก ฉะนั้น การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวตามฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วในสำนวนตามมาตรา 238 และ 247 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน7อ-3493 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายสมศักดิ์ ยิ่งสิทธิศักดิ์คงผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 10-1576 นครสวรรค์

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2536รถยนต์เก๋งที่โจทก์รับประกันภัยไว้ถูกรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยค้ำจุนพุ่งชนได้รับความเสียหาย โจทก์ได้เสียเงินซ่อมแซมรถยนต์เก๋งไปเป็นเงิน 15,880 บาท จึงขอรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันมาฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดในฐานะนายจ้างของผู้ขับรถยนต์คันที่ก่อเหตุละเมิดและให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน เห็นว่าการรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของจำเลยทั้งสองแตกต่างกัน จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในฐานะนายจ้างของผู้ทำละเมิด ซึ่งมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 448 วรรคแรก

ส่วนจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาประกันวินาศภัยมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย ตามมาตรา 882 วรรคแรก จึงเห็นได้ว่าอายุความฟ้องจำเลยทั้งสองสามารถแยกออกจากกันได้ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 295 บัญญัติให้เรื่องอายุความเป็นคุณหรือเป็นโทษเฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น ฉะนั้น การฟ้องร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะนายจ้างของผู้ทำละเมิดจึงขาดอายุความ 1 ปี ย่อมเป็นคุณเฉพาะแต่จำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยซึ่งมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยคดีนี้ความรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยเกิดขึ้นเมื่อวันที่24 ตุลาคม 2536

โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2537 เป็นการฟ้องภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันวินาศภัย การฟ้องร้องจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนปัญหาเรื่องเกี่ยวกับค่าเสียหายว่ามีเพียงใดศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยไว้ แต่คู่ความได้แถลงในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2538 รับข้อเท็จจริงตามฟ้อง ให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยเรื่องอายุความและค่าเสียหาย จึงเห็นสมควรวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายไปโดยไม่ย้อนสำนวนอีกได้ความจากนายพรชัย ตั้งเจริญชัยพัฒนา พยานโจทก์ว่า พยานเป็นผู้รับซ่อมรถยนต์เก๋งคันที่ถูกชนซึ่งโจทก์ส่งไปให้ซ่อมแซม พยานซ่อมรถยนต์จนเสร็จและได้รับค่าจ้างไปแล้ว ส่วนค่าอะไหล่โจทก์เป็นผู้ซื้อเองโจทก์มีหลักฐานใบสั่งจ่ายเงินค่าแรงซ่อมรถจำนวน 6,479 บาทและค่าซื้ออะไหล่รถจากบริษัทชัยทิพย์อะไหล่ยนต์

จำกัดอีกจำนวน 9,401 บาท รวมเป็นเงิน 15,880 บาท ฟังได้ว่าโจทก์ได้เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถตามจำนวนนี้ จำเลยที่ 2จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 15,880 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2536 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จ่ายเงินค่าซ่อมแซมรถไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเสร็จนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วุฒิ คราวุฒิ · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ระพินทร บรรจงศิลป
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6807/2537

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนซึ่งมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันเกิดวินาศภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคหนึ่งจะนำอายุความ 1 ปี ในมูลละเมิดตามมาตรา 448 มาใช้บังคับมิได้ โจทก์ฟ้องให้จำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5137/2531

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกที่ดินโจทก์เนื้อที่ 3 ไร่ 2 งานเศษและจำเลยที่ 2 บุกรุกที่ดินโจทก์เนื้อที่ประมาณ 30 ตารางว่านั้น เป็นแต่เพียงกะประมาณเนื้อที่เอาไว้เพื่อเสียค่าขึ้นศาลเท่านั้น เ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1527/2562

เมื่อข้อตกลงตามกรมธรรม์ประกันภัย 2 ฉบับนี้เป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการที่ผู้รับประกันภัยค้ำจุนทำกับผู้เอาประกันภัยให้สิทธิผู้มีสิทธิเรียกร้องซึ่งก็คือ ผู้เอาประกันภัย หรือบุคคลผู้ต้องเสียหายจากวินาศภัยมีสิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122/2548

ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิด พ.ศ.2529 ข้อ 9 ได้มอบหมายการปฏิบัติราชการให้ผู้อำนวยการกองได้แก่ ผู้อำนวยการกอง กองก่อสร้างและบูรณะของกรุงเทพมหานครโจทก์ เป็นผู้ม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4368/2541

โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ซึ่งบรรทุกสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้า และเหตุรถชนเกิดเพราะความประมาทของรถคันที่เอาประกันภัยไว้กับ จำเลย โจทก์จึงชำระค่าเสียหายให้ลูกค้าไป ดังนี้เมื่อทรัพย์ที่เสียหายอยู่ในความครอบครอ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้