Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8921/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นคดีความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่ใช่คดีความผิดอันยอมความได้ บันทึกข้อตกลงในส่วนที่จะถอนฟ้องจึงเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้จะฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติครบถ้วนตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ก็ไม่อาจบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงด้วยการให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น จำเลยก็จะใช้สิทธิขอให้บังคับในคดีนี้ไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์เป็นพนักงานจ้างของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็ก วันที่ 31 ตุลาคม 2554 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลประดู่ได้บอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ และไม่สามารถดำเนินการออกหนังสือรับรองการปฏิบัติงานให้โจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถสมัครเข้ารับการคัดเลือกโดยไม่ต้องสอบแข่งขันสำหรับพนักงานจ้างเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นพนักงานครูองค์การบริหารส่วนตำบลตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็กได้ อันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่ตำบลประดู่ อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ระหว่างพิจารณา

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า โจทก์เบิกความยืนยันว่าได้นำหนังสือรับรองการปฏิบัติงานไปเสนอให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการให้ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน โจทก์เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็กมานานเกิน 3 ปี จนมีคุณสมบัติสมัครเข้ารับคัดเลือกเป็นพนักงานครูองค์การบริหารส่วนตำบลตำแหน่งครูผู้ดูแลเด็ก และได้ขอรับแบบประเมินผลการปฏิบัติงานร่วมกับบุคคลอื่นรวม 6 คน เพื่อนำไปประกอบการสมัครเข้ารับคัดเลือก หากโจทก์ได้รับคัดเลือกย่อมทำให้โจทก์มีสถานะและตำแหน่งหน้าที่การงานที่มั่นคงดีกว่าเดิม จึงไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะไม่มาติดตามขอรับหนังสือรับรองการปฏิบัติงานและนำไปสมัครเข้ารับคัดเลือกดังที่จำเลยที่ 2 อ้าง

เชื่อว่าเหตุการณ์ที่โจทก์แจ้งต่อเจ้าพนักงานและเบิกความต่อศาลชั้นต้นเป็นความจริง และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้หยิบยกประเด็นตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งจำเลยที่ 2 ปฏิบัติครบถ้วนแล้ว โจทก์ต้องถอนฟ้องตามที่ตกลงกันไว้ แต่ศาลชั้นต้นมิได้ตรวจสอบโดยให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามคำร้องขอของโจทก์อันเป็นเท็จ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐานนั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาตามคำร้องขอของโจทก์โดยไม่ดำเนินการไต่สวนให้ได้ความว่ามีการปฏิบัติตามข้อตกลงครบถ้วนหรือไม่นั้น

แม้จะเป็นการดำเนินการที่ผิดขั้นตอนไปบ้างแต่มิใช่เป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐานดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา การที่ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณามิได้ทำให้กระบวนพิจารณานั้นเสียไป ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้โต้แย้งคัดค้านกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในขณะนั้น แต่เมื่อจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ปัญหาดังกล่าวแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้วินิจฉัยให้นั้นย่อมไม่ชอบด้วยวิธีพิจารณา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไปโดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 แม้จะมีข้อความในทำนองว่าหากจำเลยที่ 2 ดำเนินการครบถ้วนตามข้อตกลงแล้วโจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้ก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นคดีความผิดอาญาแผ่นดิน

ไม่ใช่คดีความผิดอันยอมความได้ บันทึกข้อตกลงในส่วนที่จะถอนฟ้องดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แม้จะฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติครบถ้วนตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ก็ไม่อาจบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงด้วยการให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น จำเลยก็จะใช้สิทธิขอบังคับในคดีนี้ไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดี เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วนับว่าจำเลยที่ 2 ได้พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตนตามสมควร ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ซึ่งน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมมากกว่า แต่เพื่อป้องปรามมิให้จำเลยที่ 2 กระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก จึงให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่ง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · ชัยยุทธ ศรีจำนงค์ · สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดรัตนบุรี - นายปรีชา โรจนนิมิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายรัฐพลี ตั้งใจตรง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.728/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ348/2555
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1051/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้