Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8923/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การใช้อำนาจประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานประเมิน การที่เจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากรจำเลยใช้อำนาจตามมาตรา 71(1) ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เป็นการปฏิบัติไปตามมาตรา 71(1)จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้โจทก์มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิก็ตาม บทบัญญัติประมวลรัษฎากร มาตรา 27 วรรคสามระบุให้คำนวณเงินเพิ่มโดยเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการ การที่เจ้าพนักงานของจำเลยคิดเงินเพิ่มจากโจทก์นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการจึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามประมวลรัษฎากรและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 69 แล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 27 ป.รัษฎากร มาตรา 71 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 มาตรา 69 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 69

คำฟ้องและคำให้การ

การใช้อำนาจประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานประเมิน การที่เจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากรจำเลยใช้อำนาจตามมาตรา 71(1) ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ เป็นการปฏิบัติไปตามมาตรา 71(1)จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้โจทก์มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิก็ตาม บทบัญญัติประมวลรัษฎากร มาตรา 27 วรรคสามระบุให้คำนวณเงินเพิ่มโดยเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการ การที่เจ้าพนักงานของจำเลยคิดเงินเพิ่มจากโจทก์นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการจึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามประมวลรัษฎากรและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 69 แล้ว

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2537 เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์เพื่อส่งเอกสารและหลักฐานการลงบัญชีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1มกราคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 ต่อมา วันที่ 8 สิงหาคม 2540 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 71(1)สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535 เป็นเงิน 374,693.20 บาท เงินเพิ่ม286,640.30 บาท รวมเป็นเงิน 661,333.50 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีความเห็นยืนตามความเห็นของเจ้าพนักงานประเมิน

โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินเนื่องจากแม้โจทก์จะยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเมื่อพ้นกำหนด 150 วันแต่จำเลยก็ยอมรับแบบแสดงรายการและได้ตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าโจทก์มีผลขาดทุนสุทธิ จำนวน374,281.56 บาท (ที่ถูก 390,382.80 บาท) เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินตามมาตรา 71(1) นอกจากนี้การออกหมายเรียกของโจทก์ก็เป็นการออกหมายเรียกตามมาตรา 19มิใช่มาตรา 23 เมื่อจำเลยยังไม่ได้ออกหมายเรียกตามมาตรา 23เพื่อไต่สวนก่อน จำเลยก็ยังไม่มีสิทธิประเมินตามมาตรา 71(1) คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.5/2527 ไม่ใช่กฎหมายจึงไม่สามารถนำมาใช้บังคับได้ การที่เจ้าพนักงานประเมินจะใช้อำนาจในการประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ตามมาตรา 71(1)

นั้น จะต้องปรากฏว่าเจ้าพนักงานประเมินไม่สามารถหากำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิได้สำหรับเงินเพิ่มนั้นจำเลยไม่มีสิทธิคิดตั้งแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นรายการ เนื่องจากจำเลยยังไม่ได้ประเมินภาษี จึงไม่มีเงินเพิ่มที่ต้องเสีย ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินที่ 9920010/2/100190 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ตง./2/2542 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2542จำเลยให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยและการคำนวณเงินเพิ่มชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1)

ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2535 แก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ส่งมอบบัญชีและเอกสารให้เจ้าพนักงานของจำเลยทำการตรวจสอบแล้วและโจทก์มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ เจ้าพนักงานของจำเลยไม่ควรประเมินภาษีโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) การประเมินภาษีตามมาตรา 71(1) ต้องเป็นกรณีที่มีภาษีที่จะต้องเสียจึงจะเลือกประเมินตามวิธีที่มากกว่าได้ เมื่อโจทก์มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิจึงไม่มีภาษีต้องเสียนั้น เห็นว่า การใช้อำนาจประเมินภาษีตามมาตรา 71(1) กฎหมายบัญญัติให้เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานประเมินดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติในมาตรา 71 วรรคสองว่า ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีตามมาตรา 71 เจ้าพนักงานประเมินจะใช้ดุลพินิจประเมินให้เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่นก็ได้

ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยใช้อำนาจตามมาตรา 71(1) ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จึงเป็นการปฏิบัติไปตามมาตรา 71(1) การกระทำของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า เจ้าพนักงานของจำเลยใช้คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.78/2541 บังคับแก่โจทก์ไม่ได้ เพราะไม่ใช่กฎหมายนั้นเห็นว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้แจ้งการประเมินแก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2540 ก่อนที่จะมีคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.78/2541 ให้ถือปฏิบัติ จึงเห็นได้ว่าคดีนี้เจ้าพนักงานของจำเลยมิได้ใช้คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.78/2541 มาปฏิบัติดังที่โจทก์อ้างข้ออ้างของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่าเจ้าพนักงานของจำเลยประเมินภาษีแก่โจทก์ในคดีนี้ไม่ชอบเพราะเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่ให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์นั้น

เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยได้กระทำโดยถูกต้องตามประมวลรัษฎากรมาตรา 71(1) โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นการเลือกปฏิบัติแก่โจทก์เท่านั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 68/2540 ที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกันคดีนี้ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายเกี่ยวกับการคิดเงินเพิ่มซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่า หนี้จากการประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของจำนวนเงิน 374,693.20 บาท เกิดขึ้นเมื่อมีการประเมินตามมาตรา 71(1) ตราบใดที่ยังไม่มีการประเมินหนี้จำนวนดังกล่าวก็ยังไม่เกิด จึงคิดเงินเพิ่มตั้งแต่วันครบกำหนดยื่นรายการไม่ได้การนำมาตรา 27 วรรคสามมาบังคับแก่โจทก์จึงเป็นการใช้กฎหมายที่เป็นโทษแก่ผู้เสียภาษีอันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พุทธศักราช 2540 มาตรา 69 นั้น เห็นว่าตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ระบุว่าบุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในหมวดต่าง ๆแห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมินให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ และในวรรคสามบัญญัติว่า การคำนวณเงินเพิ่มให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 มาตรา 69 บัญญัติว่าบุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ ตามบทบัญญัติของมาตรา 27 วรรคสามดังกล่าวระบุให้คำนวณเงินเพิ่มโดยเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการ การที่เจ้าพนักงานของจำเลยคิดเงินเพิ่มจากโจทก์นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการจึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามประมวลรัษฎากรและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2540 มาตรา 69 แล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิชา มั่นสกุล · สมศักดิ์ วงศ์ยืน · โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5528/2534

ตามคำฟ้อง โจทก์ได้บรรยายถึงวิธีการและหลักเกณฑ์การคำนวณหายอดขายจากกิจการต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ว่าได้มาอย่างไร แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ชอบด้ว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4725/2565

แม้เอกสารที่โจทก์นำสืบจะเป็นภาษาต่างประเทศและไม่ได้ทำคำแปลเป็นภาษาไทย แต่คู่ความสามารถส่งพยานเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศต่อศาลได้โดยไม่จำต้องทำคำแปลเป็นภาษาไทยเสมอไป เว้นเสียแต่ศาลสั่งให้ทำคำแปล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5519/2561

คดีนี้เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลจำเลยที่ 1 แม้ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคลจะเป็นภาษีอากรประเมิน ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งการประเมินแล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9150/2560

บทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากร มิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการออกหมายเรียกที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ เจ้าพนักงานประเมินยกเลิกหมายเรียกฉบับเดิมและออกหมายเรียกฉบับใหม่ เพราะเห็นว่าหมายเรียกฉบับเดิมมีข้อบกพร่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9145/2560

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระภาษีตามการประเมิน ซึ่งจำเลยคำนวณเงินภาษีและเงินเพิ่มที่โ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้