Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ผู้ให้กู้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ19ต่อปีได้ระบุจำนวนดอกเบี้ยไว้ในสัญญากู้เงินโดยแจ้งชัดให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราดังกล่าวการคิดดอกเบี้ยของโจทก์นี้จึงเข้าลักษณะเป็นดอกผลนิตินัยที่โจทก์พึงได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา148วรรคสามกรณีหาใช่เป็นเรื่องที่ลูกหนี้สัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรเมื่อลูกหนี้ผิดนัดอันจะถือว่าเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลลดจำนวนลงดังที่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ผู้ให้กู้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ19ต่อปีได้ระบุจำนวนดอกเบี้ยไว้ในสัญญากู้เงินโดยแจ้งชัดให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราดังกล่าวการคิดดอกเบี้ยของโจทก์นี้จึงเข้าลักษณะเป็นดอกผลนิตินัยที่โจทก์พึงได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา148วรรคสามกรณีหาใช่เป็นเรื่องที่ลูกหนี้สัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรเมื่อลูกหนี้ผิดนัดอันจะถือว่าเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลลดจำนวนลงดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ19ต่อปีตามสำเนากู้เงินเป็นเบี้ยปรับนั้นจึงไม่ถูกต้องโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โดยเอาห้องชุดเลขที่ 59/293 ชั้นที่ 4 อาคารเลขที่

บี อาคารชุดชื่อ"ศรีเมืองแมนชั่น" จดทะเบียนจำนองเป็นประกัน บัดนี้จำเลยผิดนัดโดยค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ย โจทก์ทวงถามและแจ้งบังคับจำนองแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน302,398.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 251,342.41 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ออกแทนจำเลย3 ปี ต่อครั้ง ครั้งละ 1,551 บาท นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2540ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 302,398.16 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 251,342.41 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระเบี้ยประกันภัยตามจำนวนที่โจทก์จ่ายไปจริง 3 ปี

ต่อครั้งครั้งละไม่เกิน 1,551 บาท นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2540 ไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จ หากไม่ชำระให้นำทรัพย์จำนองห้องชุดเลขที่ 59/293 ชั้นที่ 4 อาคารเลขที่ บี อาคารชุดชื่อ"ศรีเมืองแมนชั่น" ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 27030ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดจนกว่าจะชำระหนี้จนครบโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนโจทก์ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 248,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4ต่อมาจำเลยผิดนัดและค้างชำระต้นเงินถึงวันฟ้องจำนวน 251,342.41 บาทดอกเบี้ยจำนวน 51,055.75 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 302,398.16 บาทจำเลยต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยดังกล่าวแก่โจทก์คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีนี้แล้วกำหนดให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของต้นเงิน 251,342.41 บาท จากจำเลยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยไม่ให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวเป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 หรือไม่พิเคราะห์แล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีนี้ว่าประกาศกระทรวงการคลังมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โจทก์มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้ปรากฏว่าในระยะเวลาจากวันฟ้องได้มีประกาศกระทรวงการคลังให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมอัตราสูงสุดซึ่งไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี แต่อย่างใด ส่วนประกาศกระทรวงการคลังตามสำเนาประกาศกระทรวงการคลังเอกสารหมาย จ.9เป็นเพียงประกาศกำหนดให้โจทก์เป็นสถาบันการเงินมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมได้เป็นพิเศษตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเท่านั้น จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ที่ศาลชั้นต้นกำหนดดอกเบี้ยจากวันฟ้องอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เหมาะสมแล้วนั้น เห็นว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า

โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ19 ต่อปี เพราะกำหนดอัตราดอกเบี้ย มิใช่เบี้ยปรับหรือไม่การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เพราะมิได้นำสืบไว้โดยคู่ความมิได้อุทธรณ์หรือยื่นคำแก้อุทธรณ์ไว้ และมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นการวินิจฉัยคดีที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแต่เพียงว่าโจทก์มิได้นำสืบว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมิได้วินิจฉัยว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 เป็นเบี้ยปรับหรือไม่ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเห็นว่า

โจทก์มีนายอัครพล หริ่งรอด ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยตามสำเนาประกาศกระทรวงการคลัง เอกสารหมาย จ.9ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ19 ต่อปีได้ จึงมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่าการที่โจทก์ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ผู้ให้กู้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ได้ระบุจำนวนดอกเบี้ยไว้ในสัญญากู้เงินโดยแจ้งชัดตามเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 1ให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราดังกล่าว การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ดังกล่าว จึงเข้าลักษณะเป็นดอกผลนิตินัยที่โจทก์พึงได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 148 วรรคสาม

กรณีหาใช่เป็นเรื่องที่ลูกหนี้สัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เมื่อลูกหนี้ผิดนัด อันจะถือว่าเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลลดจำนวนดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปีตามสำเนากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 เป็นเบี้ยปรับนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 251,342.41 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 22 มีนาคม2538) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพศาล รางชางกูร · ยรรยง ปานุราช · พิธี อุปปาติก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5225/2561

เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6348/2549

คดีนี้แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา ถือได้ว่า ศาลชั้นต้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7290/2548

จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมการขายอ้อยและน้ำตาลทรายจำนวน 972,303.26 บาท ซึ่งได้รับคืนจากกรมสรรพากรเพื่อไปชำระให้แก่กองทุนโจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับที่ 4 และที่ 5 ว่าด้วยการเรียกเก็บค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2094/2545

ตามหนังสือสัญญากู้เงิน มีใจความโดยสรุปว่า ในระยะ 3 ปีแรก นับแต่วันทำสัญญากู้เงินโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราคงที่ได้เพียงร้อยละ 8.11 ต่อปีเท่านั้นจะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นกว่านั้นไม่ได้จนกว่าจะล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2034/2545

สัญญากู้เงินระหว่างธนาคารโจทก์และจำเลยระบุว่า ในระยะ 3 ปีแรก โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้เพียงร้อยละ 7.86 ต่อปีเท่านั้น ต่อจาก 3 ปี นั้นแล้ว จึงมีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้แต่ต้องไม่เกิ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้