Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8947/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้บรรจุสินค้าที่ขนส่งเข้าตู้คอนเทนเนอร์แล้ว จำเลยที่ 1 ยังได้รับมอบหมายให้ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จากลานบรรจุสินค้าของจำเลยที่ 1 ไปยังท่าเรือกรุงเทพ พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 2 แล้วเมื่อความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างความดูแลของจำเลยทั้งสองและเกิดจากความผิดหรือความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองในฐานะ ผู้ขนส่งร่วมย่อมต้องรับผิดร่วมกันในความเสียหายดังกล่าว พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3 บัญญัติว่า "หน่วยการขนส่ง" หมายความว่า หน่วยแห่งของที่ขนส่งทางทะเลซึ่งนับเป็นหนึ่ง และแต่ละหน่วยอาจทำการขนส่งไปตามลำดับได้ เช่น กระสอบ ชิ้น ถัง ตู้ ม้วน ลัง ลูก ห่อ หีบ อัน หรือหน่วยที่ใช้เรียกชื่ออย่างอื่น สินค้าที่ขนส่งเป็นขดลวดสแตนเลสและแยกบรรจุใส่ไว้ในลังไม้ รวมทั้งหมดจำนวน 130 ลัง แต่ละลังย่อมถือเป็นหน่วยการขนส่ง แม้สินค้าทั้งหมดจะแยกบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์จำนวนรวม 5 ตู้ ก็ไม่ถือว่าตู้คอนเทนเนอร์เป็นหน่วยการขนส่ง ความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งทางบก จึงไม่อาจนำบทบัญญัติในส่วนที่ เกี่ยวกับข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งและการคิดค่าเสียหายตามมาตรา 58 แห่ง พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล มาใช้คำนวณค่าเสียหายของสินค้าได้ แต่ต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 625 ว่าด้วย การรับขนของมาใช้บังคับ เมื่อไม่ปรากฏตามใบตราส่งที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกหรือในเอกสารหลักฐานแห่งสัญญารับขนอื่นใดว่ามีข้อตกลงจำกัดความรับผิด ของผู้ขนส่ง และผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดนั้นด้วยแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงต้อง รับผิดในความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเต็มจำนวน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับโอนคดีนี้ตามมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาพิจารณาจนมีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดคดีแล้ว ในระหว่างการพิจารณาไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างว่าศาลทรัพย์สิน ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ การที่จำเลยทั้งสองเพิ่งหยิบยกปัญหา ดังกล่าวขึ้นมาอุทธรณ์จึงเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะหยิบยกปัญหาเกี่ยวกับอำนาจพิจารณาพิพากษาขึ้นมาเป็นข้ออุทธรณ์ แม้หากคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่การที่จำเลยทั้งสองได้ดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ร่วมกับโจทก์และจำเลยร่วมร้องขอให้โอนคดีนี้และสืบพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมาจนเสร็จสิ้นโดยมิได้ยก เรื่องอำนาจศาลขึ้นโต้แย้ง ถือได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาผิดศาล ดังนั้นจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกปัญหาเรื่องอำนาจศาลขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 2,387,482 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 2,260,338 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,260,338 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องสำหรับจำเลยร่วม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อประมาณต้นเดือนเมษายน 2537 บริษัทนิปปอนเซเซน จำกัด ในประเทศญี่ปุ่น ผู้รับตราส่งได้สั่งซื้อขดลวดสแตนเลสจากจำเลยร่วมผู้ส่งจำนวน 130 ลัง น้ำหนักสุทธิจำนวน 86,343.60 กิโลกรัม ในระบบ ซี. ไอ. เอฟ. (C.I.F.) จำเลยร่วมได้เอาประกันภัยสินค้าดังกล่าวไว้แก่โจทก์ในวงเงินจำนวน 296,046 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสาระสำคัญว่า หากสินค้าขดลวดนั้นสูญหายหรือเสียหายระหว่างการขนส่ง โจทก์จะต้องชดใช้ราคาหรือค่าเสียหายให้แก่ผู้รับตราส่ง และจำเลยร่วมได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าจากกรุงเทพมหานครไปส่งมอบแก่ผู้ซื้อที่เมืองโกเบ

ประเทศญี่ปุ่น ในระบบ ซี. เอฟ. เอส. (C.F.S.) ต้นทาง ซี. วาย. (C.Y.) ปลายทาง เมื่อบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต จำนวน 4 ตู้ ที่ลานบรรจุสินค้าของจำเลยที่ 1 พนักงานของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยกตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 4 ตู้ ดังกล่าวไปวางยังลานพักสินค้า ปรากฏว่าขณะยกตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข วายเอสเอเอ 293018 ซึ่งต้องบรรจุสินค้าจำนวน 30 ลัง น้ำหนักจำนวน 20,570.8 กิโลกรัม แต่ได้มีการบรรจุสินค้าจำนวน 32 ลัง มีน้ำหนักจำนวน 28,491.5 กิโลกรัม ซึ่งเกินกว่าปกติจำนวนถึง 7,920.7 กิโลกรัม เป็นเหตุให้รถยกพลิกคว่ำ ตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวตกกระแทกกับพื้นได้รับความเสียหาย ได้มีการนำสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวออกมาและบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ใหม่ขนาด 40 ฟุต

หมายเลขทีอาร์แอลยู 4121857 และขนาด 20 ฟุต หมายเลข จีเอสทียู 4171774 และจำเลยที่ 2 ได้ขนสินค้าทั้งหมดไปส่งให้แก่บริษัทนิปปอนเซเซน จำกัด ที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ปรากฏว่าสินค้าจำนวน 32 ลัง ที่บรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ที่ตกกระแทกกับพื้นได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทนิปปอนเซเซน จำกัด ผู้ตราส่งแล้วเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2537 เป็นเงินจำนวน 2,260,338 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 รับมอบสินค้าที่ขนส่งไว้ในความดูแลก่อนบรรจุสินค้าดังกล่าวเข้าตู้คอนเทนเนอร์หรือไม่ และจำเลยทั้งสองมีหน้าที่บรรจุสินค้าของจำเลยร่วมเข้าตู้คอนเทนเนอร์หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติข้างต้นว่า จำเลยร่วมได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าในระบบ ซี. เอฟ. เอส. ต้นทาง ซี. วาย. ปลายทาง การขนส่งระบบ ซี. เอฟ. เอส. ต้นทาง หมายความว่า ผู้ส่งสินค้าคือจำเลยร่วมมีหน้าที่นำสินค้าไปส่งให้แก่บริษัทเรือจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง ณ ลานบรรจุสินค้าตามที่จำเลยที่ 2 กำหนดจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งมีหน้าที่นำสินค้าดังกล่าวบรรจุลงในตู้คอนเทนเนอร์ที่ได้เตรียมเอาไว้

บริษัทเคไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำสินค้าของจำเลยร่วมจำนวนทั้ง 130 หีบห่อ จากโรงงานของจำเลยร่วมไปยังลานบรรจุสินค้าของจำเลยที่ 1 และส่งมอบสินค้าทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีพนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงชื่อรับสินค้าไว้ตามใบสั่งปล่อยสินค้าเอกสารหมาย จ.17 จำเลยร่วมเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินค่าจ้างบรรจุสินค้าให้แก่บริษัทโหงวฮก เอเยนซี จำกัด ตัวแทนของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง และจำเลยที่ 2 มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ทำการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ โดยจำเลยที่ 1 จะเรียกเก็บเงินค่าจ้างบรรจุสินค้าจากจำเลยที่ 2

ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า การขนส่งระบบ ซี. เอฟ. เอส. หมายความว่า ผู้ส่งสินค้าต้องนำสินค้าไปบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ที่คลังสินค้าหรือสถานีของผู้ประกอบการคอนเทนเนอร์ ไม่ได้หมายความถึงว่าเป็นหน้าที่ของผู้ขนส่งที่จะต้องบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์นั้น จำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตน จึงยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า ตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยร่วมมีหน้าที่นำสินค้าไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ลานบรรจุสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีหน้าที่บรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ และจำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์แทน ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับมอบสินค้าที่ขนส่งไว้ในความดูแลก่อนที่จะมีการบรรจุสินค้าดังกล่าวเข้าตู้คอนเทนเนอร์และจำเลยทั้งสองมีหน้าที่บรรจุสินค้านั้นเข้าตู้คอนเทนเนอร์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือผู้ขนส่งอื่นหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นคู่สัญญากับผู้ส่งของและจำเลยที่ 2 มิได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ทำการขนส่งทางทะเลช่วงระยะทางช่วงใดช่วงหนึ่ง จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้ออกใบตราส่งหรือได้รับค่าระวางในการขนส่ง จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลยร่วมผู้ส่งสินค้าตามคำฟ้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ออกใบตราส่งก็ตาม แต่ตามหนังสือรับรองนิติบุคคลเอกสารหมาย จ.13 จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ในการขนส่งสินค้าด้วย

จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าที่ขนส่งไปยังท่าเรือกรุงเทพด้วย ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ว่านอกจากจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้บรรจุสินค้าที่ขนส่งเข้าตู้คอนเทนเนอร์แล้ว จำเลยที่ 1 ยังได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งให้ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าดังกล่าวตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 2 จากลานบรรจุสินค้าของจำเลยที่ 1 ไปยังท่าเรือกรุงเทพ พฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 1 แล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างความดูแลของจำเลยทั้งสองและเกิดจากความผิดหรือประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า ความเสียหายเกิดขึ้นหลังจากการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์เรียบร้อยแล้ว ตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข วายเอสเอเอ 293018 ตกลงกับพื้นขณะรถยกยกตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวเพื่อไปวางที่ลานพักสินค้า จำเลยที่ 1 ได้รับมอบสินค้าที่ขนส่งจากจำเลยที่ 2 แล้วนำมาบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ย่อมถือได้ว่าความเสียหายของสินค้าดังกล่าวเกิดขึ้นขณะอยู่ในความดูแลของจำเลยทั้งสอง นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังฟังได้ต่อไปว่า สาเหตุที่ตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข

วายเอสเอเอ 293018 ตกกระแทกกับพื้นเป็นเพราะการบรรจุสินค้าที่ขนส่งมากจนมีน้ำหนักเกินไปถึงจำนวน 7,920.7 กิโลกรัม เมื่อรถยกยกตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวทำให้รถยกพลิกคว่ำและตู้คอนเทนเนอร์ตกกระแทกกับพื้น สินค้าภายในตู้คอนเทนเนอร์ได้รับความเสียหาย ส่วนที่จำเลยทั้งสองมีบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายชำนาญมาเป็นพยานหลักฐานยืนยันว่า นายวิชัย ตัวแทนของจำเลยร่วมเป็นผู้สั่งการให้กรรมกรของบริษัท เค แอนด์ ซันบิซิเนสเซอร์วิส จำกัด ลำเลียงสินค้าที่ขนส่งเข้าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมด โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย และเมื่อตู้คอนเทนเนอร์ตกกระแทกกับพื้นจนได้รับความเสียหาย นายวิชัยก็ได้ทำหนังสือยินยอมรับผิดชอบและได้ชำระค่าเสียหายจำนวน 120,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสองแล้วนั้น

เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการบรรจุสินค้าที่ขนส่งเข้าตู้คอนเทนเนอร์ตามสัญญารับขนของทางทะเล ขณะเกิดเหตุนายปิติ พนักงานของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ควบคุมการบรรจุสินค้าดังกล่าวเข้าตู้คอนเทนเนอร์และเป็นผู้ลงชื่อในใบบรรจุสินค้าสำหรับสินค้านั้นทั้งหมดในฐานะหัวหน้าผู้ควบคุมการบรรจุสินค้าตามเอกสารหมาย จ.23 แม้นายวิชัยกรรมการผู้จัดการบริษัท เค. โอ. ทรานสปอร์ต เอเยนซี จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยร่วมจะเบิกความยอมรับว่าบริษัทของตนได้รับการว่าจ้างจากจำเลยร่วมให้เป็นผู้ติดต่อว่าจ้างจำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าดังกล่าว โดยจองระวางเรือซึ่งต้องคำนวณน้ำหนักและปริมาณของสินค้ากับแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าจะต้องใช้ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใด

จำนวนกี่ตู้ โดยทำเป็นใบรายการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ มีรายละเอียดของสินค้าแต่ละอย่างว่าจะบรรจุไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ใด ตามเอกสารหมาย จ. 15 ซึ่งจำเลยทั้งสองต้องบรรจุสินค้าที่ขนส่งเข้าตู้คอนเทนเนอร์ให้ตรงกับรายการที่แจ้งไว้ในเอกสารหมาย จ. 15 แต่จำเลยที่ 1 มิได้บรรจุสินค้าดังกล่าวเข้าตู้คอนเทนเนอร์ตามรายการที่ได้แจ้งไว้และปฏิเสธว่ามิได้เข้าไปดูแลสั่งการบรรจุสินค้านั้นแต่อย่างใด นายวินิต ผู้จัดการแผนกของบริษัทโหงวฮก เอเยนซี จำกัด ตัวแทนจำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่าเอกสารหมาย จ. 15 เป็นโทรสารส่งถึงนางสาวจันทนาพนักงานของบริษัทของตน โดยระบุว่าสินค้าหีบห่อใดจะบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ใด แม้จะได้ความจากคำเบิกความของนายเผด็จ

พยานจำเลยทั้งสองว่าในการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์นั้น โดยทั่วไปจะต้องมีตัวแทนของเจ้าของสินค้ามาควบคุมการบรรจุ แต่นายเผด็จก็เบิกความต่อไปว่า หากเจ้าของสินค้าไม่สนใจ จะไม่ส่งตัวแทนมาก็ได้ แสดงให้เห็นว่าแม้นายวิชัยตัวแทนของจำเลยร่วมเจ้าของสินค้าจะมีหน้าที่เป็นผู้กำหนดจำนวน น้ำหนัก และปริมาณของสินค้าที่จะบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ในแต่ละตู้ แต่หน้าที่ในการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดยังคงเป็นของจำเลยทั้งสองอยู่นายวิชัยได้ระบุจำนวนและปริมาณของสินค้าที่จะบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์แต่ละตู้ตามเอกสารหมาย จ. 15 และแจ้งไว้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว นายวุฒิ พนักงานของบริษัทเคไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ดูแลและนำสินค้านั้นไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ลานบรรจุสินค้าของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า

เมื่อไปถึงลานบรรจุสินค้า พนักงานของจำเลยที่ 1 ได้มาตรวจสอบสินค้า พยานได้เขียนหมายเลขหีบห่อของสินค้าเพื่อบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งสี่ตู้ ลงในใบสั่งบรรจุสินค้าเอกสารหมาย จ. 15 ตามที่จำเลยร่วมได้กำหนดไว้ ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย จ. 15 ดังนี้ จำเลยที่ 1 ย่อมมีหน้าที่บรรจุสินค้าดังกล่าวเข้าตู้คอนเทนเนอร์ตามรายการที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ. 16 ซึ่งระบุว่า ตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข วายเอสเอเอ 293018 จะต้องบรรจุสินค้าตามใบกำกับสินค้าเลขที่ 92 จำนวนทั้งสิ้น 30 หีบห่อ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการบรรจุสินค้าเข้าไปจำนวนถึง 32 หีบห่อ และมีน้ำหนักเกินกว่าที่กำหนดไว้ นายปิติ เบิกความยืนยันว่า นายวิชัยได้มาเป็นผู้สั่งการบรรจุสินค้าที่ขนส่งด้วยตนเอง แต่นายวิชัยเบิกความปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้สั่งการบรรจุสินค้า

เมื่อนายปิติลงชื่อในเอกสารใบบรรจุสินค้าในฐานะหัวหน้าผู้ควบคุมการบรรจุสินค้าดังกล่าวและการบรรจุสินค้าที่ขนส่งเข้าตู้คอนเทนเนอร์ไม่เป็นไปตามที่ตัวแทนเจ้าของสินค้าแจ้งไว้โดยนายวิชัยมิได้ลงชื่อกำกับไว้ นายปิติในฐานะหัวหน้าควบคุมย่อมต้องรับผิดโดยตรง แม้หลังเกิดความเสียหายขึ้นแล้วนายวิชัยจะได้ทำบันทึกยอมรับผิดและรับว่าเป็นผู้ควบคุมการบรรจุและสั่งการในการบรรจุ และลงชื่อในฐานะตัวแทนและสั่งการบรรจุ กับในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ทำการบรรจุ ตามเอกสารหมาย จ. 4 ซึ่งต่อมาได้มีการจ่ายเงินจำนวน 120,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสองก็ตาม แต่นายวิชัยได้เบิกความหักล้างเอกสารนี้ว่า เมื่อสินค้าเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว จำเลยร่วมยืนยันให้ส่งสินค้าไปให้ผู้ซื้อ

พยานได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ใหม่ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ยอมออกใบตราส่งต้องให้พยานวางเงินค่าเสียหายและทำหนังสือยอมรับผิดไว้พยานจึงยอมลงชื่อให้นายปิติพนักงานจำเลยที่ 1 เบิกความรับว่าเป็นผู้เขียนเอกสารหมาย ล. 4 ขึ้นมาและให้นายวิชัยลงชื่อ ข้อความในเอกสารหมาย ล. 4 ปรากฏว่านายวิชัยได้ลงชื่อไว้ในฐานะเป็นผู้สั่งการบรรจุและในฐานะเจ้าหน้าที่บรรจุ ซึ่งหมายถึงว่าจำเลยทั้งสองหรือบุคคลอื่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบรรจุสินค้าที่ขนส่งนี้เลย ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติจำเลยทั้งสองมีนายปิติเพียงปากเดียวมาเบิกความยืนยันว่า นายวิชัยเป็นผู้ควบคุมสั่งการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ที่เกิดเหตุยันคำกับนายวิชัยที่ยืนยันว่านายวิชัยไม่ได้อยู่ด้วยในขณะนำสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าว

นายปิติเบิกความว่าขณะบรรจุสินค้ามีกรรมกรที่จำเลยที่ 1 จ้างมาจำนวนหลายคน และมีเสมียนบรรจุสินค้าของจำเลยที่ 1 กับเจ้าพนักงานศุลกากรอยู่ด้วย แต่จำเลยทั้งสองก็มิได้นำบุคคลดังกล่าว มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนคำเบิกความของนายปิติ นายวิชัยได้ทำใบรายการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์แจ้งไปยังจำเลยที่ 2 แล้ว ตามเอกสารหมาย จ. 15 และจำเลยที่ 1 ก็ทราบแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่นายวิชัยจะไปควบคุมสั่งการบรรจุสินค้าที่ขนส่งเข้าตู้คอนเทนเนอร์ให้แตกต่างไปจากที่ตนได้คำนวณไว้แล้ว พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าพนักงานจำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมสั่งการบรรจุสินค้าที่ขนส่งเข้าตู้คอนเทนเนอร์ โดยมิได้ปฏิบัติตามใบรายการสั่งบรรจุสินค้าเอกสารหมาย

จ. 15 และ จ. 16 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้บรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข วายเอสเอเอ 293018 และบรรจุสินค้าที่ขนส่งเข้าไปเกินกว่าที่กำหนดไว้ จนทำให้มีน้ำหนักมากเกินกว่าปกติและเป็นเหตุให้รถยกตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวพลิกคว่ำ ตู้คอนเทนเนอร์ตกกระแทกกับพื้น ทำให้สินค้าซึ่งบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ได้รับความเสียหาย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างความดูแลของจำเลยทั้งสองและเกิดจากความผิดหรือความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ขนส่งร่วมกันย่อมต้องรับผิดร่วมกันในความเสียหายดังกล่าว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเพียงใดจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า การขนส่งสินค้าในคดีนี้เป็นการขนส่งในระบบตู้คอนเทนเนอร์ ดังนั้น ตู้คอนเทนเนอร์ย่อมถือเป็นหน่วยการขนส่ง จำเลยทั้งสองต้องรับผิดไม่เกินจำนวน 10,000 บาท ต่อ 1 ตู้คอนเทนเนอร์ คือ รับผิดไม่เกินจำนวน 20,000 บาท นั้น เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3 บัญญัติว่า "หน่วยการขนส่ง" หมายความว่า หน่วยแห่งของที่ขนส่งทางทะเลซึ่งนับเป็นหนึ่ง และแต่ละหน่วยอาจทำการขนส่งไปตามลำพังได้ เช่น กระสอบ ชิ้น ถัง ตู้ ม้วน ลัง ลูก ห่อ หีบ อัน หรือหน่วยที่เรียกชื่ออย่างอื่น สินค้าที่ขนส่งเป็นขดลวดสแตนเลสและแยกบรรจุใส่ไว้ในลังไม้รวมทั้งหมดจำนวน 130 ลัง แต่ละลังย่อมถือเป็นหน่วยการขนส่ง

แม้สินค้าทั้งหมดจะแยกบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์จำนวนรวม 5 ตู้ ก็ไม่ถือว่าตู้คอนเทนเนอร์เป็นหน่วยการขนส่งดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์แต่อย่างไรก็ตาม ตามสัญญารับขนของทางทะเล ที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับจำเลยร่วมในคดีนี้ มีการขนส่งทางทะเลและทางบกรวมอยู่ด้วยกัน ซึ่งตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 6 กำหนดให้นำพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการขนส่งทางทะเลเท่านั้น คดีนี้ความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งทางบก จึงไม่อาจนำบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งและการคิดค่าเสียหายตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้คำนวณค่าเสียหายของสินค้าดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ได้ แต่ต้องนำ

ป.พ.พ. มาตรา 625 ว่าด้วยการรับขนของมาใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 625 ดังกล่าวบัญญัติว่า ใบรับ ใบตราส่ง หรือเอกสารอื่น ๆ ทำนองนั้นก็ดี ซึ่งผู้ขนส่งออกให้แก่ผู้ส่งนั้น ถ้ามีข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งประการใดท่านว่าความนั้นเป็นโมฆะ เว้นแต่ผู้ส่งจะได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเช่นว่านั้น ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ. 19 ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกหรือในเอกสารหลักฐานแห่งสัญญารับขนอื่นใดว่ามีข้อตกลงจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งและผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดนั้นด้วยแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งโดยเต็มจำนวน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เป็นข้อสุดท้ายว่า ตามคำฟ้องและข้อเท็จจริงในทางพิจารณาปรากฏว่า มูลคดีนี้สืบเนื่องมาจากเหตุละเมิดมิใช่นิติกรรม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ตามมาตรา 7 (5) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 เห็นว่า คดีนี้เดิมได้มีการฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณามาในศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ระหว่างพิจารณามีการจัดตั้งและเปิดทำการศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมซึ่งเป็นคู่ความทุกฝ่ายร่วมกันยื่นคำร้องขอให้โอนคดีนี้ไปพิจารณาพิพากษาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามมาตรา 46 แห่ง

พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้อนุญาต และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับโอนคดีนี้มาพิจารณาจนมีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดคดีแล้ว ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาไม่มีคู่ความฝ่ายใดรวมทั้งจำเลยทั้งสองกล่าวอ้างว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ การที่จำเลยทั้งสองไม่ได้หยิบยกปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ขึ้นมาโต้แย้งแต่เพิ่งหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาอุทธรณ์ จึงเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะหยิบยกปัญหาเกี่ยวกับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลดังกล่าวขึ้นมาเป็นข้ออุทธรณ์ และถึงแม้หากคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง แต่การที่จำเลยทั้งสองได้ดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่ร่วมกับโจทก์และจำเลยร่วมร้องขอให้โอนคดีนี้และสืบพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมาจนเสร็จสิ้นโดยมิได้ยกปัญหาเรื่องอำนาจศาลขึ้นโต้แย้งยังถือได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาผิดศาลอีกด้วย

ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกปัญหาเรื่องอำนาจศาลขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 5,000 บาท แทนโจทก์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · สมคิด ไตรโสรัส · ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ศาลล่าง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร - นายวัช ติงสมิทย์ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้