Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8952/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนฯ มาตรา 31 บัญญัติว่าผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมมีกำหนดเวลาตามที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสามปีแต่ไม่เกินแปดปีนับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบการนั้นและรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการดังกล่าวให้รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร จากบทกฎหมายข้างต้น เงินได้ของโจทก์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการนั้น จะต้องเป็นเงินได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามที่ระบุในบัตรส่งเสริมการลงทุน ซึ่งรวมทั้งรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร เมื่อตามบัตรส่งเสริมการลงทุน โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการทำเหมืองแร่ การแต่งแร่ และการถลุงแร่สังกะสี การผลิตแปรรูปหรือแปรสภาพโลหะ ZINCALLOY การผลิตโลหะ CADMIUMประเภทการถลุงแร่ เช่นนี้ รายได้เงินดอกเบี้ยรับจากตั๋วสัญญาใช้เงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน และบัญชีเงินฝากประจำที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินอันเป็นรายได้อื่นที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์นำเงินกู้ที่โจทก์กู้ยืมมาเพื่อใช้ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปฝากไว้กับสถาบันการเงิน จึงมิใช่เงินรายได้จากการประกอบกิจการทำเหมืองแร่ตามที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและมิใช่เป็นรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้หรือเป็นรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามความในมาตรา 31 แห่ง พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนฯและแม้พระราชบัญญัติดังกล่าวจะไม่มีคำจำกัดความคำว่า "รายได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม" ไว้โดยเฉพาะ แต่วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้มีเพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนในประเทศสนองความต้องการของประเทศในการเร่งรัดการลงทุนเพื่อประโยชน์ในการสร้างงานการเพิ่มรายได้และการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนโดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมการลงทุนดังนั้น การประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจึงต้องหมายถึงการประกอบการงานที่ได้รับการส่งเสริมตามบัตรส่งเสริมการลงทุนเท่านั้นรายได้ดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินดังกล่าวย่อมถือเป็นรายได้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ตามพฤติการณ์แห่งคดี กรณีเป็นเรื่องโจทก์แปลความหรือเข้าใจความหมายของรายได้ที่จะได้รับยกเว้นภาษีผิดไป เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางว่า ในชั้นเรียกตรวจสอบภาษีอากรรายนี้ โจทก์ได้ให้ความร่วมมือมอบเอกสาร มอบบัญชี และหลักฐานต่าง ๆ ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้วยดีตลอดมา แสดงถึงโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี เบี้ยปรับเป็นบทลงโทษผู้ที่ชำระภาษีไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ อันเป็นพฤติการณ์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรเมื่อโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร โจทก์จึงสมควรได้รับการงดเบี้ยปรับทั้งหมด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 22 พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2538 เจ้าพนักงานประเมินภาษีอากรของจำเลยที่ 1ได้ออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึง 31 ธันวาคม 2535 ให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่ม 12,869,459.66 บาท เบี้ยปรับจำนวน 12,869,459.66 บาทและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2538 จำนวน 5,984,298.74 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 31,723,218 บาท โดยเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 อ้างว่า โจทก์มิได้นำดอกเบี้ยรับจากตั๋วสัญญาใช้เงิน และเงินฝากกระแสรายวันจำนวน 42,331,395.60 บาท

ดอกเบี้ยรับเงินฝากประจำจำนวน 566,803.28 บาทมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2539 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2542โดยวินิจฉัยว่า โจทก์มีรายได้ดอกเบี้ยรับจากการฝากเงินโดยใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินสถาบันการเงินจำนวน 42,331,395.60 บาท และจากบัญชีเงินฝากประจำจำนวน 566,803.28 บาท ซึ่งเป็นรายได้ที่ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามข้อ 2.4 ของประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 การประเมินของเจ้าพนักงานถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผันจึงพิจารณาลดเบี้ยปรับเหลือเรียกเก็บในอัตราร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายคงเรียกเก็บภาษีจำนวน 12,869,459.66 บาท เบี้ยปรับจำนวน 6,434,729.83 บาท เงินเพิ่มจำนวน 5,984,298.74 บาท รวมเป็นเงิน25,288,488.23 บาท โจทก์ได้รับทราบคำวินิจฉัยดังกล่าวเมื่อวันที่ 19พฤศจิกายน 2542 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โจทก์เป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่และถลุงแร่สังกะสีได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2524ตามบัตรส่งเสริมการลงทุนดังกล่าว คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้กำหนดสิทธิและประโยชน์ให้โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน

พ.ศ. 2520 ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึง 31 ธันวาคม2535 โจทก์นำเงินทุนหมุนเวียนที่เกิดจากการดำเนินกิจการไปฝากไว้ยังสถาบันการเงินเพื่อประโยชน์ในการเก็บรักษาเงินลงทุน และได้ดอกผลจากเงินฝากตามปกติวิสัยของการฝากเงินในสถาบันการเงิน ดอกเบี้ยรับจากเงินฝากดังกล่าวเป็นดอกผลตามกฎหมายที่ได้รับจากเงินลงทุนหมุนเวียนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนอันเป็นปกติธุระในการประกอบกิจการโจทก์ไม่ได้แสวงหาประโยชน์จากการนำเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้ในกิจการไปลงทุนในกิจการอย่างอื่น ๆ ดอกผลดังกล่าวเป็นไปตามประเพณีทั่วไปของการดำเนินธุรกิจ ไม่มีการโยกย้ายเงินเพื่อเก็งกำไร ดอกเบี้ยรับดังกล่าวจึงมิใช่กิจการที่อยู่นอกเหนือกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

โจทก์จึงไม่จำต้องนำรายรับดังกล่าวไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มิได้บัญญัติคำจำกัดความของคำว่า "การประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม" ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องแปลตามความหมายทั่วไปว่าหมายถึง การประกอบกิจการตามประเภทธุรกิจที่นำไปขอส่งเสริมการลงทุน รวมทั้งธุรกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องและต่อเนื่องกันตามปกติวิสัยในการประกอบธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนนั้น อันได้แก่การผลิตการขายสินค้า การกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายหมุนเวียนในกิจการและการฝากเงินไว้ในสถาบันการเงิน รวมทั้งการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพื่อให้กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนดำเนินไปได้ด้วยดีตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนการประเมินของเจ้าพนักงานจำเลยที่ 1 และการวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึง 4 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายประกาศกรมสรรพากร

เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์2530 นั้น เป็นเพียงระเบียบภายในของกรมสรรพากรที่ออกไว้เพื่อชี้แจงให้เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ถือเป็นแนวปฏิบัติ ประกาศดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายและไม่มีผลบังคับ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจนำประกาศดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์จำกัดสิทธิประโยชน์ที่โจทก์ได้รับตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 ทั้งประมวลรัษฎากรไม่ได้ให้อำนาจจำเลยที่ 1กำหนดระเบียบดังกล่าวขึ้น โจทก์ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีด้วยดีตลอดมาไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร การที่โจทก์ชำระภาษีอากรผิดพลาดคลาดเคลื่อน เกิดเพราะความเข้าใจผิดโดยสุจริตว่ามีอำนาจกระทำได้ จึงมีเหตุสมควรที่โจทก์จะได้รับการพิจารณาลดเบี้ยปรับ

สำหรับกรณีเงินเพิ่มนั้นมีลักษณะเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่นเดียวกับเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงสามารถลดหรืองดได้โดยสิ้นเชิง แม้ประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติโดยตรงให้อำนาจศาลลดหรืองดก็ตาม แต่ก็มิได้บัญญัติห้ามไว้โดยเด็ดขาดว่า ศาลไม่มีอำนาจลดหรืองด ดังนั้น หากฟังว่าโจทก์ต้องชำระภาษีเพิ่มขึ้น ศาลมีอำนาจพิจารณางดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้ ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.6/1016/2/100834 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2538 ของจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภ.1 (อธ..4) /304/2542 ลงวันที่ 7 กันยายน 2542 ของจำเลยที่ 2ถึง 4 ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมดจำเลยทั้งสี่ให้การว่า

เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบพบว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับปี 2535 ไม่ถูกต้องครบถ้วน โดยโจทก์มีรายได้ดอกเบี้ยรับจากตั๋วสัญญาใช้เงินและเงินฝากกระแสรายวัน 42,331,395.60 บาท ดอกเบี้ยรับเงินฝากประจำ566,803.28 บาท รวมเป็นดอกเบี้ยรับจำนวน 42,898,198.88 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ถือเป็นเงินได้ที่เกิดจากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมและไม่ใช่รายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้หรือรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควรตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 31 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำรายได้ดอกเบี้ยรับจำนวนดังกล่าวมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

โจทก์ยื่นเสียภาษีขาดไป เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1จึงทำการปรับปรุง นำเงินได้ดังกล่าวไปรวมคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์เสียใหม่ให้ถูกต้องครบถ้วน ซึ่งเมื่อทำการปรับปรุงรายการให้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งประมวลรัษฎากรแล้ว โจทก์มีกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี44,059,963 บาท ต้องชำระภาษี 13,217,988.90 บาท โจทก์ชำระไว้แล้ว(ตามแบบ ภ.ง.ด.50) จำนวน 348,529.24 บาท โจทก์จึงต้องชำระเพิ่มเติมอีก12,869,459.66 บาท โจทก์ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับ 1 เท่า ของจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามประมวลรัษฎากร มาตรา 22 และเงินเพิ่มตามมาตรา 27 การประเมินของเจ้าพนักงานจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึง 4 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดอกเบี้ยรับที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินนั้นเป็นรายได้อื่นที่เกิดขึ้น

ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 เป็นเรื่องที่กรมสรรพากรและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ประชุมร่วมกันให้ความเห็นชอบและวางแนวทางเพื่อเป็นเงื่อนไขแก่ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้ปฏิบัติไปในทางเดียวกันหากผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขย่อมไม่ได้รับสิทธินั้น และประกาศฉบับนี้ก็เป็นคุณกับผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมิได้เป็นการวางกรอบกำหนดจำกัดขอบเขตในการประกอบกิจการตามที่โจทก์อ้าง หากผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนรายใดไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้

ก็ไม่มีสภาพบังคับไว้แต่จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามประกาศนี้เท่านั้น จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดเก็บภาษีเพื่อให้การปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ของผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และเพื่อกำหนดเงื่อนไขที่จะรับรองสิทธิทางภาษีอากรของผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งประมวลรัษฎากร ให้สอดคล้องกับมาตรา 31ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 ประกาศฉบับนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย ตามประกาศฉบับนี้ ข้อ 2.4 คำว่า รายได้ประเภทดอกเบี้ยหรือรายได้อย่างอื่นที่เกิดจากการใดอันเป็นปกติธุระในการประกอบกิจการนั้น หมายถึง รายได้ที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการตามปกติของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

รายได้ดังกล่าวนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและกรมสรรพากรด้วยโจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในการประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่แต่รายได้ดอกเบี้ยรับของโจทก์ไม่ใช่รายได้ที่เกิดจากการอันเป็นปกติธุระในการประกอบกิจการตามที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ทั้งไม่ปรากฏว่าดอกเบี้ยรับ ตั๋วสัญญาใช้เงิน บัญชีเงินฝากกระแสรายวันและบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและกรมสรรพากรให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล รายได้ดอกเบี้ยรับของโจทก์ดังกล่าวไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1ถึง 4 ชอบแล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาลดเบี้ยปรับให้โจทก์แล้ว

คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ซึ่งเป็นธรรมแก่โจทก์แล้วส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายนั้น ไม่มีกฎหมายให้อำนาจที่จะพิจารณางดหรือลดได้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้ ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า เงินดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับจากการฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินในรูปตั๋วสัญญาใช้เงิน บัญชีเงินฝากประจำ และบัญชีเงินฝากกระแสรายวันดังกล่าว เป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน

พ.ศ. 2520มาตรา 31 บัญญัติว่า ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมมีกำหนดเวลาตามที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสามปีแต่ไม่เกินแปดปีนับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบการนั้น และรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการดังกล่าวให้รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร จากบทกฎหมายข้างต้นเงินได้ของโจทก์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการนั้น จะต้องเป็นเงินได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามที่ระบุในบัตรส่งเสริมการลงทุน ซึ่งรวมทั้งรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร

เมื่อตามบัตรส่งเสริมการลงทุนตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 1 และ 2 แผ่นที่ 6 และ 7 แผ่นที่ 13 และ14 กับแผ่นที่ 20 และ 21 โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการทำเหมืองแร่ การแต่งแร่ และการถลุงแร่สังกะสี การผลิตแปรรูปหรือแปรสภาพโลหะ ZINC ALLOY การผลิตโลหะ CADMIUN ประเภทการถลุงแร่เช่นนี้ รายได้เงินดอกเบี้ยรับจากตั๋วสัญญาใช้เงิน จากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน และจากบัญชีเงินฝากประจำที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินอันเป็นรายได้อื่นที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์นำเงินกู้ที่โจทก์กู้ยืมมาเพื่อใช้ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปฝากไว้กับสถาบันการเงินจึงมิใช่เงินรายได้จากการประกอบกิจการทำเหมืองแร่ตามที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและมิใช่เป็นรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้หรือเป็นรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามความในมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน

พ.ศ. 2520ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า พระราชบัญญัติการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้ให้คำจำกัดความคำว่า "รายได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม"ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องแปลความไปตามความหมายทั่วไป ต้องหมายความรวมถึงรายได้ที่ได้เนื่องจากกิจการนั้นด้วย รายได้ที่โจทก์ได้รับจากดอกเบี้ยตั๋วสัญญาใช้เงิน เงินฝากประจำและเงินฝากกระแสรายวัน เป็นดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับเนื่องจากกิจการที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เพราะเป็นเพียงเงินฝากธรรมดาตามปกติของกิจการไม่ใช่การนำเงินไปลงทุนในกิจการอื่นซึ่งไม่ใช่กิจการหลักที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนนั้น เห็นว่าแม้พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 จะไม่มีคำจำกัดความไว้ดังอุทธรณ์ของโจทก์ แต่วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้มีเพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนในประเทศสนองความต้องการของประเทศในการเร่งรัดการลงทุนเพื่อประโยชน์ในการสร้างงาน

การเพิ่มรายได้ และการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชน โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมการลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามบัตรส่งเสริมการลงทุน ดังนั้น การประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จึงต้องหมายถึงการประกอบการงานที่ได้รับการส่งเสริมตามบัตรส่งเสริมการลงทุนเท่านั้น รายได้ดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินดังกล่าวย่อมถือเป็นรายได้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปมีว่า ประกาศของจำเลยที่ 1 เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จากการส่งเสริมการลงทุนลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 มีผลใช้บังคับจำกัดสิทธิประโยชน์ที่โจทก์ได้รับตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน

พ.ศ. 2520 หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์อุทธรณ์ว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหานี้เพราะโจทก์เห็นว่า ดอกเบี้ยรับตามกรณีคดีนี้อยู่ในความหมายของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมซึ่งได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 31 และตามบัตรส่งเสริมอยู่แล้ว จำเลยจึงไม่มีอำนาจออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ใด ๆ ขึ้นใช้บังคับว่า กิจการใดจะได้รับหรือไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลอีก เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยไว้ในปัญหาประการแรกแล้วว่าดอกเบี้ยรับกรณีตามฟ้องของโจทก์นี้มิใช่รายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

ทั้งนี้ การวินิจฉัยดังกล่าวมิได้อาศัยหลักเกณฑ์ใด ๆ ตามประกาศของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเลย เช่นนี้ ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของโจทก์ดังคำวินิจฉัยข้างต้น จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยอีกปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์สมควรที่จะได้รับการพิจารณางดเบี้ยปรับหรือไม่ ในปัญหานี้เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีกรณีเป็นเรื่องโจทก์แปลความหรือเข้าใจความหมายของรายได้ที่จะได้รับยกเว้นภาษีผิดไป เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางว่า ในชั้นเรียกตรวจสอบภาษีอากรรายนี้ โจทก์ได้ให้ความร่วมมือมอบเอกสาร มอบบัญชี และหลักฐานต่าง

ๆ ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้วยดีตลอดมา แสดงถึงโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี เบี้ยปรับเป็นบทลงโทษผู้ที่ชำระภาษีไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์อันเป็นพฤติการณ์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร เมื่อโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร โจทก์จึงสมควรได้รับการงดเบี้ยปรับทั้งหมดที่ศาลภาษีอากรกลางเพียงลดเบี้ยปรับแก่โจทก์หรือเรียกเก็บอัตราร้อยละ 50 ศาลฎีกาแผนกภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้งดเบี้ยปรับทั้งหมดที่โจทก์จะต้องชำระตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โนรี จันทร์ทร · ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4546/2561

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับปกติและฉบับยื่นเพิ่มเติมสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท โดยกรอกรายการรายได้ส่วนที่ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีไว้ในแบบแสดง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2561

โจทก์เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โจทก์ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนโดยได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิจากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ตาม พ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6447/2560

ป.รัษฎากร มาตรา 19 มิได้กำหนดว่า การออกหมายเรียกเกินกว่าสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ เจ้าพนักงานประเมินจะต้องขออนุมัติขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวภายในสองปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ดังนั้น เมื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15345/2558

เอกสารที่โจทก์ยื่นพร้อมกับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับเพิ่มเติมครั้งที่ 1 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท ที่ระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกำไรหรือผลขาดทุนของกิจการโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15100/2558

พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการคำนวณผลกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้