คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ นายเชิญ มีชูขันธ์ ได้รับมอบอำนาจจากนางวิชิตธนสารเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่เช่าของนางวิชิตธนสาร และเรียกค่าเสียหาย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษาเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน2499 ให้ขับไล่จำเลยออกจากที่เช่า พร้อมทั้งรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย จำเลยได้ทราบคำบังคับแล้ว คดีถึงที่สุดเพียงศาลชั้นต้นต่อมาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2500 นายเชิญ มีชูขันธ์ โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ทราบคำบังคับแล้วหาปฏิบัติไม่ ขอให้ออกหมายจับจำเลยมาขังเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไปจำเลยยื่นคำแถลงว่า นางวิชิตธนสารถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2500 การมอบอำนาจจึงสิ้นสุดลง โจทก์ไม่มีอำนาจดำเนินคดีต่อไป ทั้งทายาทของนางวิชิตธนสารกำลังโต้แย้งโจทก์เกี่ยวกับสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกที่ศาลแพ่งได้ยินยอมให้จำเลยอาศัยอยู่ในที่เช่าต่อไป ขอให้ยกคำร้องศาลแขวงพระนครเหนือสอบถามคู่ความแล้วมีคำสั่งบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่เช่าภายใน 15 วันจำเลยอุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์มาร้องขอบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาเป็นการกระทำเพื่อปกปักรักษาประโยชน์อันตัวการได้มอบหมายให้แก่โจทก์ตามสมควรตามความใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 คงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาว่าทายาทอาจเข้ามาปกปักรักษาประโยชน์ได้ดังฎีกาของจำเลยหรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าประโยชน์ของตัวการในที่นี้คือ ดำเนินการขอบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ชนะคดีอยู่นั้นหากจะมีทายาทของนางวิชิตธนสารกำลังพิพาทอยู่กับโจทก์เกี่ยวด้วยแย่งกันเป็นผู้จัดการมรดกย่อมเป็นการเห็นได้ชัดว่า ทายาทนั้นยังมิได้เป็นผู้จัดการมรดก และอาจหาเข้ามาดำเนินการขอบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาซึ่งตนมิได้เกี่ยวข้องอยู่ก่อนแต่อย่างไรไม่ โจทก์จึงชอบที่จะดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้พิพากษายืน