Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9000/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขออ้างพยานเอกสารเพิ่มเติม บัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรรคสาม ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วอนุญาตและสั่งให้จำเลยที่ 2 สำเนาให้แก่โจทก์ด้วยแล้ว เมื่อต้นฉบับเอกสารเป็นเอกสารซึ่งอยู่ในครอบครองของสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง จึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารให้โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 (2) การที่จำเลยที่ 2 ไม่ถามค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับเอกสารไว้ก่อนนั้น เมื่อปรากฏว่าเอกสารทั้งสามฉบับนี้เป็นเอกสารที่ตัวโจทก์ได้ยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ไปขอคัดสำเนาเอกสารดังกล่าวมายื่นแสดงต่อศาลเพื่อพิสูจน์ลายมือชื่อของโจทก์เท่านั้น ทั้งเรื่องการจำนองที่ดินพิพาทแล้วมีการไถ่ถอนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 1 ก็มีหลักฐานปรากฏอยู่ในสารบัญจดทะเบียนหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ไม่ถามค้านพยานโจทก์ไว้ก่อนถึงเอกสารดังกล่าว ก็สามารถรับฟังเอกสารทั้งสามฉบับดังกล่าวได้ว่ามีอยู่จริงที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทองได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ และเพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใส่ชื่อโจทก์ในเอกสารสิทธิ หากจำเลยทั้งสองไม่ไปจดทะเบียนให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2723 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 7 ตารางวา ที่ดินดังกล่าวมีรายการจดทะเบียนดังนี้ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2539 โจทก์จดทะเบียนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากมีกำหนด 3 เดือน ให้แก่จำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อโจทก์ในการทำสัญญาขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงให้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)

สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจมอบให้จำเลยที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2539 เพื่อร่วมลงทุนในการทำโรงงานเหล้าจากลำไย เมื่อเวลาผ่านไปนานแล้วจำเลยที่ 1 ไม่นำหลักฐานการร่วมลงทุนมามอบให้ โจทก์จึงไปตรวจสอบหลักฐานที่สำนักงานที่ดิน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ปลอมลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.7 ซึ่งรวมถึงสัญญาขายที่ดิน และจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ส่วนที่จำเลยที่ 2 มีนางรมย์ชลีเจ้าหน้าที่ที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งทำหน้าที่รับคำร้องขอสอบสวนงานทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเบิกความเป็นประจักษ์พยานว่า

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2539 โจทก์และจำเลยที่ 1 มาติดต่อที่สำนักงานที่ดินเพื่อยื่นคำขอไถ่ถอนจำนองและทำสัญญาซื้อขายที่ดิน โดยโจทก์แจ้งพยานว่าขอไถ่ถอนจำนองก่อนจากนั้นทำสัญญาขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 พยานรับคำขอตรวจสอบหลักฐานกับสารบบของสำนักงานที่ดิน ตรวจสอบสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน และราคาประเมินแล้วเสนอต่อผู้บังคับบัญชาโดยโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้มาดำเนินการและลงชื่อในเอกสารด้วยตนเองต่อหน้าพยาน โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทนแต่อย่างใด พยานจำเลยที่ 2 ปากนี้เป็นข้าราชการไม่มีส่วนได้เสียกับโจทก์หรือจำเลยทั้งสอง ถือเป็นพยานคนกลางมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ในการตรวจสอบหลักฐาน พยานจำเลยที่ 2 ปากนี้ได้ตรวจสอบกับสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งมีรูปถ่ายของโจทก์อยู่ด้วย

หากผู้ที่ไปดำเนินการไม่ใช่โจทก์แล้ว พยานย่อมจะต้องทราบและไม่ดำเนินการให้ทั้งในวันที่มีการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าวนั้น ได้มีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองด้วย ผู้ที่จำต้องไถ่ถอนจำนองก็คือโจทก์ซึ่งเป็นผู้จำนองไว้หาใช่จำเลยที่ 1 ไม่ นอกจากนี้ที่โจทก์เบิกความว่าได้มอบเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. ที่ดินพิพาท สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านและลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจตามแบบของกรมที่ดินมอบให้จำเลยที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2539 นั้น ปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ว่าโจทก์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทให้แก่นายไพโรจน์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2537 และได้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองในวันที่ 7 พฤษภาคม 2539 ดังนั้น ในวันที่ 6 เมษายน 2539 จึงยังอยู่ระหว่างจำนองอยู่ ซึ่งตามปกติประเพณีทั่วไปผู้รับจำนองจะเป็นผู้ยึดถือเอกสารสิทธิต้นฉบับไว้เป็นประกันจนกว่าจะได้รับชำระหนี้

ดังนั้นที่โจทก์เบิกความว่าได้มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และหลักฐานต่าง ๆ ให้แก่จำเลยที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2539 นั้น จึงเป็นพิรุธน่าสงสัย อีกประการหนึ่งเมื่อโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อโจทก์ในการทำสัญญาซื้อขาย แต่โจทก์ก็มิได้ร้องขอให้มีการส่งลายมือชื่อโจทก์ในสัญญาซื้อขายและในหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปตรวจพิสูจน์ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อโจทก์ในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสมบูรณ์

ที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่ามีเพียงสิทธิครอบครอง จำเลยที่ 2 จะอ้างการได้มาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ไม่ได้นั้น ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และพวกหลอกลวงโจทก์ปลอมลายมือชื่อโจทก์นำที่ดินพิพาทของโจทก์ไปขายให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 นำไปขายฝากต่อแก่จำเลยที่ 2 ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะและเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เท่านั้น คดีจึงไม่มีประเด็นว่าใครเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทดีกว่ากัน เมื่อข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานฟังได้ว่า ลายมือชื่อโจทก์ในสัญญาซื้อขายที่ดินให้กับจำเลยที่ 1 นั้น

ไม่ใช่ลายมือปลอม สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงสมบูรณ์ ไม่มีเหตุให้เพิกถอนรวมทั้งสัญญาขายฝากที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ด้วย ส่วนที่โจทก์ฎีกาอีกว่าจำเลยที่ 2 อ้างส่งเอกสารเพิ่มเติมหมาย ล.13 ถึง ล.15 โดยไม่ส่งสำเนาคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม และสำเนาเอกสารให้โจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคสอง นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขออ้างพยานเอกสารเพิ่มเติม บัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม ซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วอนุญาตและสั่งให้จำเลยที่ 2 สำเนาให้แก่โจทก์ด้วยแล้ว

เมื่อต้นฉบับเอกสาร ล.13 ถึง ล.15 เป็นเอกสารซึ่งอยู่ในครอบครองของสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง จึงไม่จำต้องส่งสำเนาเอกสารให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 (2) และที่โจทก์ฎีกาอีกว่า จำเลยที่ 2 ไม่ถามค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับเอกสารหมาย ล.13 ถึง ล.15 ไว้ก่อน จำเลยที่ 2 จึงนำสืบไม่ได้นั้น เห็นว่า เอกสารทั้งสามฉบับนี้เป็นเอกสารที่ตัวโจทก์ได้ทำยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ไปขอคัดสำเนาเอกสารดังกล่าวมายื่นแสดงต่อศาลเพื่อพิสูจน์ลายมือชื่อของโจทก์เท่านั้น ทั้งเรื่องการจำนองที่ดินพิพาทแล้วมีการไถ่ถอนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 1 ก็มีหลักฐานปรากฏอยู่ในสารบัญจดทะเบียนหลังหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)

ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ไม่ถามค้านพยานโจทก์ไว้ก่อนถึงเอกสารหมาย ล.13 ถึง ล.15 ก็สามารถรับฟังเอกสารทั้งสามฉบับดังกล่าวได้ว่ามีอยู่จริงที่สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาจอมทอง ส่วนฎีกาของโจทก์นอกนั้นเป็นข้อปลีกย่อยไม่อาจทำให้ผลการวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้โจทก์แพ้คดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณรงค์ ธนะปกรณ์ · ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช · สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5637/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ร. เป็นผู้ดำเนินคดีนี้รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ และ ร. มอบอำนาจช่วงให้ ก. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน ซึ่งตามหนังสือมอบอำนาจ มีข้อความว่า บริษัท น. โดย ร. ผู้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567

แม้จำเลยที่ 2 และโจทก์ทั้งสองต่างไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างเอกสารเป็นพยาน และส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาลกับส่งให้คู่ความอีกฝ่ายซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3201/2559

บัญชีระบุพยานของโจทก์ระบุเพียงต้นฉบับหรือสำเนาสัญญาซ่อมเรือพร้อมคำแปลเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับ "Work Done Report" แต่อย่างใด ถือไม่ได้ว่าเป็นการแสดงความจำนงที่จะอ้างอิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4108/2558

ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) ใช้ในกรณีที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานหลักฐานได้แสดงความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐาน แต่มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานให้ถูกต้องไว้ตามมาตรา 88 และในกรณีที่คู่ความมิได้ส่งสำเนาเอกสารล่วงหน้าตาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5721/2552

จำเลยเพิ่งจะอ้างส่งบันทึกคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาและใบเสนอราคาเป็นเอกสารท้ายฎีกา โจทก์ไม่มีโอกาสหักล้างข้อเท็จจริงหรือโต้แย้งเอกสารดังกล่าวได้ทำให้โจทก์เสียเปรียบในการต่อสู้คดี ทั้งจำเลยรู้ถึงความมีอย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้