Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 904/2527

พ.ศ. 2527 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุซึ่งมีลูกจ้างเป็นผู้ขับขี่ และกล่าวหาว่ารถยนต์คันดังกล่าวบรรทุกข้าวมีน้ำหนักรวมรถยนต์ประมาณ 27 ตันครึ่ง แล่นผ่านสะพานไม้ชั่วคราวซึ่งโจทก์มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและได้ติดตั้ง ป้ายห้ามรถที่มีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่า 10 ตันแล่นผ่านไว้แล้วทั้งนี้ โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะเกิดความเสียหาย แก่ผู้อื่น เป็นเหตุให้สะพานไม้ชั่วคราวยุบพังชำรุดใช้การไม่ได้ เป็นคำฟ้อง ที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องต่อไปว่าการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 421, 437 นั้นเป็นการบรรยายฟ้องให้ชัดยิ่งขึ้นอีกว่าจำเลยในฐานะเจ้าของ และ ผู้ครอบครองรถยนต์คันเกิดเหตุจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 437และการฟ้องให้จำเลยรับผิดตามมาตรา 437เช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องระบุชื่อผู้ขับรถยนต์ว่าเป็นใครก็ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 ตามคำให้การของจำเลยและจำเลยร่วมไม่ได้ปฏิเสธหรือต่อสู้ว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์คันเกิดเหตุ คดีจึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าขณะเกิดเหตุละเมิดจำเลยได้อยู่หรือนั่งมาในรถยนต์คันเกิดเหตุหรือไม่ จำเลยร่วมไม่ได้ยกข้อต่อสู้ว่าไม่ต้องรับผิดเพราะจำเลยไม่ปฏิบัติตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 2.10 ให้เป็นประเด็นไว้อย่างชัดแจ้ง จึงไม่มีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยในข้อนี้ การใช้รถยนต์ในทางที่ผิดกฎหมายที่จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยนั้นมีความหมายว่าเป็นการใช้รถเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อกฎหมายโดยตรงเช่นใช้รถเป็นพาหนะไปปล้นหรือจงใจบรรทุกของหนีภาษีเป็นต้นแต่การใช้โดยผู้ขับขี่ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกยังเรียกไม่ได้ว่าใช้รถยนต์ใน ทางที่ ผิดกฎหมายจำเลยร่วมจึงไม่พ้นความรับผิด

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลรักษาสะพานไม้ชั่วคราวซึ่งได้ติดตั้งป้ายแสดงไว้ว่าห้ามรถที่มีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่า ๑๐ ตันแล่นผ่าน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกมีลูกจ้างเป็นผู้ควบคุมขับขี่ได้บรรทุกข้าวมีน้ำหนักรวมทั้งรถยนต์ประมาณ ๒๗ ตันครึ่งแล่นผ่านโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เป็นเหตุให้สะพานไม้นั้นยุบพังต้องเสียค่าซ่อม การกระทำของจำเลยเป็นละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐,๒๑, ๔๓๗ ข้อบังคับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายและดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า รถจำเลยขณะเกิดเหตุหนักไม่เกิน ๑๐ ตัน คนขับรถมิใช่ลูกจ้างของจำเลยและมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ โจทก์มิได้ระบุชื่อคนขับรถคันเกิดเหตุฟ้องโจทก์เคลือบคลุมด้วยข้อหาขัดกัน ไม่ทราบว่าโจทก์กล่าวหาคนขับรถคันเกิดเหตุกระทำโดยจงใจหรือประมาท จึงไม่แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งให้บริษัท ร.ส.พ.ประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยรถคันเกิดเหตุเข้าเป็นจำเลยร่วมตามคำขอของจำเลย จำเลยร่วมยื่นคำคัดค้านทำนองคำให้การว่า จำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามกรมธรรม์และกฎหมาย คือเมื่อเกิดวินาศภัยจำเลยมิได้แจ้งเหตุ คนขับรถยนต์ของจำเลยไม่มีใบอนุญาตให้ขับขี่รถยนต์ จำเลยใช้รถในทางที่ผิดกฎหมาย จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาข้อแรกคือ คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ ๑ แจ้งให้ทราบว่าโจทก์มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลรักษาสะพานไม้ชั่วคราวที่เกิดกรณีพิพาทคดีนี้ และสะพานนี้ได้ติดตั้งป้ายห้ามรถที่มีน้ำหนักบรรทุกเกิน ๑๐ ตันแล่นผ่าน ในฟ้องข้อ ๒ โจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ มีลูกจ้างเป็นผู้ขับขี่และกล่าวหาว่า รถยนต์คันดังกล่าวบรรทุกมีน้ำหนักรวมทั้งรถยนต์ประมาณ ๒๗ ตันครึ่ง แล่นผ่านสะพานโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เป็นการแสดงเหตุที่เป็นผลให้สะพานยุบพังชำรุดใช้การไม่ได้ เห็นว่าคำฟ้องดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาแล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องต่อไปในข้อ ๓ ว่า

การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐,๔๒๑, ๔๓๗ ทำให้โจทก์เสียหายนั้น เห็นว่าเป็นการบรรยายฟ้องให้เห็นชัดยิ่งขึ้นอีกว่า ลูกจ้างของจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ตามมาตรา ๔๒๐, ๔๒๑จำเลยในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันเกิดเหตุจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา ๔๓๗ และการฟ้องให้จำเลยรับผิดตามมาตรา ๔๓๗เช่นนี้ ไม่จำต้องระบุชื่อว่าผู้ขับขี่รถยนต์เป็นใคร จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ และตามคำให้การของจำเลยและจำเลยร่วมไม่ได้ปฏิเสธหรือต่อสู้ว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์คันเกิดเหตุคดีจึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าขณะเกิดเหตุละเมิดจำเลยได้อยู่หรือนั่งมาในรถยนต์คันเกิดเหตุหรือไม่

จำเลยร่วมฎีกาว่า จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดเพราะจำเลยไม่ปฏิบัติตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ ๒.๑๐ นั้น ปรากฏว่าจำเลยร่วมอ้างเหตุที่ไม่ต้องรับผิดสามประการเท่านั้น คือประการที่หนึ่งอ้างว่าเมื่อเกิดวินาศภัยแล้วจำเลยไม่แจ้งเหตุ ประการที่สองคนขับรถยนต์ของจำเลยไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ และประการที่สามจำเลยใช้รถในทางที่ผิดกฎหมาย เมื่อจำเลยร่วมไม่ได้ยกข้อกำหนดตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ ๒.๑๐ เป็นประเด็นข้อต่อสู้ไว้อย่างชัดแจ้ง จึงไม่มีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยในข้อนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว ที่จำเลยร่วมฎีกาต่อไปว่า จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดเพราะจำเลย"ใช้รถยนต์ในทางที่ผิดกฎหมาย" ตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยนั้นเห็นว่า ข้อกำหนดดังกล่าวมีความหมายว่า

"เป็นการใช้รถเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อกฎหมายโดยตรง" เช่น ใช้รถเป็นพาหนะไปปล้นหรือจงใจบรรทุกของหนีภาษี เป็นต้น แต่การใช้รถยนต์โดยผู้ขับขี่จงใจหรือประมาทไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก เช่นนี้ยังเรียกไม่ได้ว่าใช้รถยนต์ในทางที่ผิดกฎหมายตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยจำเลยร่วมไม่พ้นความผิด

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยนต์ พิรวินิจ · อุดม บรรลือสินธุ์ · พจน์ บุญเลี้ยง
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายบัณฑิต รชตะนันทน์
ศาลอุทธรณ์ - นายสมชัย ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้