คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคดีและไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้องจำเลยขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยได้ทำสัญญากู้เงินจำนวนตามฟ้องจากโจทก์ เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามโดยชอบแล้วจำเลยไม่ชำระจึงต้องรับผิดในเงินต้นดังกล่าว ส่วนดอกเบี้ยนั้นตามสัญญากู้เงินไม่ได้กำหนดกันไว้ แม้โจทก์จะอ้างว่าตกลงด้วยวาจาก็ตาม โจทก์จะนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงเอกสารไม่ได้แต่เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้ชำระหนี้แล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์ย่อมเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยระหว่างผิดนัดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 และพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน119,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,500 บาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท
แทนโจทก์จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.2ให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้กู้ไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.3 จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วแต่ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ปัญหาข้อแรกที่จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3ไม่รับวินิจฉัยในข้อที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากและให้ดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่เป็นการไม่ชอบเพราะจำเลยไม่มีโอกาสเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวได้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษานั้น เห็นว่า
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากให้ดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2537 มีการส่งหมายเรียกอย่างคดีมโนสาเร่หรือคดีไม่มีข้อยุ่งยากแก่จำเลยโดยการปิดหมายวันที่ 20 มีนาคม2537 กำหนดนัดให้จำเลยไปศาลและให้การแก้ข้อหาแห่งคดีในวันที่ 18 เมษายน 2537 เวลา 13 นาฬิกา จำเลยยื่นคำให้การวันที่ 1 เมษายน 2537 เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่18 เมษายน 2537 จำเลยขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ให้พิจารณาชี้ขาดคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวและได้พิพากษาคดีในวันเดียวกันนั้น แสดงว่า จำเลยได้ทราบคำสั่งดังกล่าวและมีโอกาสที่จะโต้แย้งคำสั่งก่อนถึงวันที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาเป็นเวลามากพอสมควร
หาใช่ไม่มีโอกาสจะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นดังที่จำเลยฎีกาไม่คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งไว้ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยจึงไม่อาจอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นชอบแล้วปัญหาข้อต่อไปที่จำเลยฎีกาว่า หนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ของโจทก์ควรจะใช้คำบอกกล่าวแก่ผู้ยืมให้คืนเงินภายในเวลาอันควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 652 หาใช่มาตรา 203เมื่อโจทก์ไม่บอกกล่าวแก่จำเลยผู้ยืมในเวลาอันควรจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีได้นั้น เห็นว่าคดีเป็นเรื่องการเรียกให้ชำระหนี้เงินยืมซึ่งมิได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ไว้ จึงต้องปรับใช้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคแรก หาใช่เป็นกรณีเรียกให้คืนทรัพย์สินซึ่งยืมไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 652 ไม่ เมื่อสัญญากู้ยืมมิได้กำหนดวันชำระคืนผู้ให้กู้ย่อมจะเรียกให้จำเลยผู้กู้ชำระหนี้โดยพลันได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว"
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3