Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9170/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 ที่ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือหรือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นเพียงบทบัญญัติที่ใช้บังคับระหว่างรัฐกับราษฎร เป็นผลให้ราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองที่ดินไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ใช้ยันรัฐได้แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันผู้ที่ครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนย่อมมีสิทธิที่จะไม่ถูกรบกวนโดยบุคคลอื่น ดังนั้นหากโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้วจำเลยบุกรุกไปครอบครอง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนสิทธิและเรียกค่าเสียหายได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 1367 ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ฯ มาตรา 14

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน 1 แปลงเนื้อที่ 234 ไร่ 3 งาน โดยซื้อมาจากจำเลยพร้อมกับบ้านเลขที่330/1 ต่อมาเมื่อเดือนกันยายน 2536 จำเลยกับพวกได้บุกรุกที่ดินของโจทก์จำนวน 200 ไร่ และขับไล่ผู้ดูแลที่ดินและบ้านของโจทก์ จากนั้นจำเลยกับพวกก็ถือโอกาสเข้าครอบครองบ้านและที่ดินดังกล่าวไม่ย่อมให้โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองเหนือที่ดิน 200 ไร่ ตามฟ้อง และโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในบ้านเลขที่ 330/1 ให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินและบ้านดังกล่าวห้ามจำเลยกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไปกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 35,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจำเลยให้การ

ขอให้ยกฟ้องในวันชี้สองสถาน โจทก์จำเลยแถลงรับว่า ที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและโจทก์แถลงว่า โจทก์ได้ยื่นคำขออนุญาตทำกินในที่ดินพิพาทแล้ว แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดชี้สองสถานแล้ววินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507มาตรา 14 ที่แก้ไขแล้ว บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในที่ดินก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเว้นแต่ จะได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมป่าไม้เสียก่อน" ดังนั้น ที่ดินพิพาทตามฟ้องจึงเป็นที่หวงห้ามซึ่งผู้ใดก็ไม่มีสิทธิเข้าครอบครองยึดถือ

เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากทางราชการให้มีสิทธิทำกินได้ตามแต่กรณีซึ่งโจทก์ก็แถลงรับว่ายังไม่ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้เข้าทำกิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาทโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถาน ดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยและมีคำวินิจฉัยชี้ขาดตามรูปคดีต่อไปจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ศาลฎีกาเห็นว่าแม้พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 จะบัญญัติว่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือหรือครอบครองที่ดินก็เป็นเพียงบทบัญญัติที่ใช้บังคับระหว่างรัฐกับราษฎร ซึ่งเป็นผลให้ราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองที่ดินไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายทั้งไม่อาจอ้างสิทธิใด

ๆ ใช้ยันรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันผู้ที่ครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนย่อมมีสิทธิที่จะไม่ถูกรบกวนโดยบุคคลอื่นมิฉะนั้นก็จะเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้กำลังกันโดยพลการ อันเป็นช่องทางให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม ดังนั้น หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นฝ่ายครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนแล้วจำเลยเข้าไปบุกรุกเข้าครอบครองอันเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนสิทธิของโจทก์และเรียกค่าเสียหายได้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2967/2524 ระหว่างนายเรือง อินทร์เครือ โจทก์ นางมอญ ล้านมาหรือล้านสมจำเลย คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทกับบ้าน 1 หลังจากจำเลยโจทก์ชำระราคาครบถ้วนแล้ว และจำเลยได้ส่งมอบที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ครอบครองมาเกินกว่า 1 ปี

ต่อมาจำเลยกับพวกได้บุกรุกที่ดินพิพาทของโจทก์ และขับไล่ผู้ดูแลที่ดินและบ้านโจทก์ ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้บ้านและที่ดินดังกล่าวคิดเป็นค่าเสียหายไม่ต่ำกว่าปีละ 35,000 บาท ซึ่งจำเลยก็ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ในทุกประเด็น จึงชอบที่จะสืบพยานโจทก์จำเลยให้สิ้นกระแสความเสียก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น และสมควรสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมให้ชัดเจนด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสริม บุญทรงสันติกุล · อุระ หวังอ้อมกลาง · ปราโมทย์ ชพานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4159/2539

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยแล้วได้เข้าครอบครองที่ดินและชำระภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมา โจทก์จึงได้สิทธิครอบครอง เมื่อโจทก์อนุญาตให้จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท จำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทนานเท่าใดก็ไม่ได้สิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5278/2537

พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 บัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือหรือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับระหว่างรัฐกับราษฎร เป็นผลให้ราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2864/2559

ว. ได้รับคัดเลือกให้เข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทโดยเป็นการเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินของรัฐตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขดังที่กฎหมายบัญญัติ หากกระทำผิดเง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5602/2558

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจาก อ. และ อ. ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ถึงแม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และ อ. จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อันมีผลให้การซื้อขา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12497/2553

โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินโดยการครอบครอง มิใช่ได้มาโดยนิติกรรมจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามคำฟ้องได้

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้