Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9266/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามสัญญารับเหมาช่วงที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ร่วมลงนามผูกพันเป็นคู่สัญญาด้วย ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญากับโจทก์โดยตกลงที่จะเป็นผู้ชำระหนี้ดังกล่าวให้โจทก์แทนจำเลยที่ 1 อันจะมีผลเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ แม้จะได้ความว่าก่อนจะทำสัญญา จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 แจ้งว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อสินค้าสำหรับใช้ในโครงการที่จำเลยที่ 1 รับเหมากับโจทก์ หากจำเลยที่ 2 ได้รับเงินในงวดงานที่ 17, 18 ก็ขอให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ซึ่งจำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งว่าไม่ขัดข้อง ข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ก็เป็นเพียงข้อตกลงในการจัดการชำระหนี้สินของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ต่อโจทก์ให้เป็นไปโดยถูกต้องเรียบร้อยเท่านั้น หาใช่เป็นข้อสัญญาที่จำเลยที่ 2 ตกลงจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 เพราะตราบใดมีค่างวดงานที่จำเลยที่ 2 ได้รับจากมหาวิทยาลัย ม. ยังนำไปหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ไม่ครบถ้วน ข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 จะชำระค่าจ้างเหมาให้แก่โจทก์ก็ยังไม่เกิดผลบังคับและแม้การเบิกเงินในงวดงานที่ 17, 18 จะเกี่ยวข้องกับผลสำเร็จของงานที่โจทก์รับเหมาช่วงจากจำเลยที่ 1 ก็หาทำให้โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ในอันที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์โดยตรงตามมาตรา 374 ได้ไม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับเหมาก่อสร้างอาคารศูนย์สัตวศาสตร์และเทคโนโลยี กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยโอนสิทธิการรับเงินค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 2 ให้มีสิทธิรับและจ่ายเงินตามสัญญาจ้างแทนจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ให้รับเหมาช่วงในส่วนงานจัดหาและติดตั้งเครื่องปรับอากาศและอุปกรณ์การระบายเป็นเงิน 1,600,000 บาท จำเลยที่ 2 ตกลงจะจ่ายเงินค่าจ้างที่ได้รับมาให้แก่โจทก์แทน โจทก์ส่งมอบงานที่รับจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 และมหาวิทยาลัยแม่โจ้จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายเงินให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,790,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,600,000 บาท

นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การว่า ไม่ได้ตกลงจะจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์โดยตรง จำเลยที่ 1 โอนสิทธิการรับเงินจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้เพื่อชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่กับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงว่าเมื่อหักชำระหนี้แล้วหากมีเงินเหลือจึงจะจ่ายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 นำเงินที่รับมาหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แล้วไม่มีเงินเหลือ จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมลงนามในข้อตกลงสำหรับงานรับเหมาช่วงที่ระบุให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จ่ายเงินโดยตรงให้แก่โจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความชั่วคราวเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการจำเลยที่ 1

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ก่อสร้างอาคารศูนย์สัตวศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวน 1 หลัง วงเงินทั้งสิ้น 161,450,000 บาท กำหนดแบ่งค่าจ้างและการจ่ายเงินตามงวดของงานรวม 20 งวด โดยมีจำเลยที่ 2 ทำหนังสือค้ำประกันสัญญาดังกล่าวกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นเงินจำนวน 11,301,500 บาท จำเลยที่ 1 ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในงานงวดที่ 10 ถึงงวดที่ 20 เป็นเงินจำนวน 96,870,000 บาท ที่จะได้รับจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ตามสัญญาจ้างก่อสร้างให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ยอมรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ทราบด้วยแล้วและทำหนังสือถึงผู้จัดการจำเลยที่ 2 สาขาอโศก

แจ้งว่า จำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญาซื้อสินค้าสำหรับใช้ในโครงการก่อสร้างตามสัญญาจ้างก่อสร้างกับโจทก์ และยอมให้โจทก์ขอรับเงินโดยตรงจากจำเลยที่ 2 ตามงวดงานในสัญญาต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับเงินจากโครงการดังกล่าวในงวดงานที่ 17 จำนวน 832,000 บาท และงวดงานที่ 18 จำนวน 832,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,664,000 บาท แล้ว โดยการเบิกงวดงานของโจทก์แต่ละครั้งจำเลยที่ 1 จะส่งหนังสือรับรองงวดงานที่ทำสำเร็จให้จำเลยที่ 2 เพื่อยืนยันว่าโจทก์ทำงานสำเร็จจริงและขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาอนุมัติและแจ้งยืนยันการชำระเงินตามวิธีดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 2 โดยผู้จัดการจำเลยที่ 2 สาขาอโศก ทำหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ว่า ไม่ขัดข้องที่จะดำเนินการตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ข้างต้น

ทั้งนี้เงินที่จำเลยที่ 2 รับมานั้นจะต้องนำมาหักชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่กับจำเลยที่ 2 ให้เรียบร้อยก่อน หากยังมีเงินคงเหลือจึงจะดำเนินการดังกล่าวให้และจะต้องอยู่ในดุลพินิจของจำเลยที่ 2 แต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น จากนั้นจำเลยที่ 1 จึงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้รับเหมาช่วงสำหรับงานติดตั้งเครื่องปรับอากาศและงานระบายเป็นเงิน 1,600,000 บาท โดยกำหนดการจ่ายเงินว่าจะจ่ายโดยตรงทางธนาคารจำเลยที่ 2 โจทก์ดำเนินการตามสัญญารับเหมาช่วงแล้วเสร็จ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้จ่ายเงินค่าก่อสร้างงวดงานที่ 16 ถึงงวดงานที่ 20 ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับไปครบถ้วนแล้วจำเลยที่ 2 ไม่ชำระเงินตามสัญญาจ้างเหมาช่วงให้แก่โจทก์

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างตามสัญญารับเหมาช่วงสำหรับเครื่องปรับอากาศและงานระบาย ซึ่งเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์โดยไม่ปรากฏว่ามีจำเลยที่ 2 ร่วมลงนามผูกพันเป็นคู่สัญญากับโจทก์ด้วย ทั้งจำเลยที่ 2 ก็ไม่เคยทำสัญญากับโจทก์โดยตกลงที่จะเป็นผู้ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 อันจะมีผลเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้แต่อย่างใด แม้จะได้ความว่าก่อนจำเลยที่ 1 จะทำสัญญากับโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือถึงจำเลยที่ 2 แจ้งว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญาซื้อสินค้าสำหรับใช้ในโครงการก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 โอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินให้แก่จำเลยที่ 2 กับโจทก์

หากจำเลยที่ 2 ได้รับเงินในงวดงานที่ 17 และงวดงานที่ 18 และจำเลยที่ 1 ส่งหนังสือรับรองงวดงานที่โจทก์ทำสำเร็จให้จำเลยที่ 2 แล้วก็ขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาอนุมัติชำระเงินแก่โจทก์ และต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ว่าไม่ขัดข้องที่จะดำเนินการตามความประสงค์ดังกล่าว แต่เงินที่จำเลยที่ 2 รับโอนสิทธิมานั้นจะต้องนำมาหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่กับจำเลยที่ 2 เสียก่อน หากมีเงินคงเหลือจึงจะชำระให้โจทก์ทั้งให้อยู่ในดุลพินิจของจำเลยที่ 2 ด้วยก็ตาม ข้อตกลงของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ก็ถือได้เป็นเพียงข้อตกลงในการจัดการชำระหนี้สินของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ต่อโจทก์ให้เป็นไปโดยถูกต้องเรียบร้อยเท่านั้น

หาใช่เป็นข้อสัญญาที่จำเลยที่ 2 ตกลงจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 แต่ประการใดไม่ เพราะตราบใดที่เงินค่างวดงานที่จำเลยที่ 2 ได้รับจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ยังนำไปหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้ไม่ครบถ้วน ข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินค่าจ้างเหมาให้แก่โจทก์ก็ยังไม่เกิดผลบังคับ โจทก์จึงจะอาศัยข้อตกลงของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มาฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์โดยตรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ไม่ได้ ที่โจทก์ฎีกาทำนองว่า การโอนสิทธิเรียกร้องนั้น จำเลยที่ 2 ย่อมรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ทั้งกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ผู้เป็นคู่สัญญาโดยตรงและบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง

หากการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่มีผลเป็นการผูกนิติสัมพันธ์โจทก์แล้ว การรับโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 2 ก็คงไม่มีผลผูกพันกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ให้ต้องปฏิบัติตามด้วยเพราะมหาวิทยาลัยแม่โจ้ก็ไม่ใช่คู่สัญญากับจำเลยที่ 2 โดยตรง ทั้งการที่จำเลยที่ 2 จะเบิกเงินในงวดงานใดได้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดำเนินการให้งวดงานนั้น ๆ เสร็จก่อน เมื่อโจทก์เข้าทำสัญญารับเหมาช่วงในงวดงานที่ 17 และงวดงานที่ 18 และได้ทำงานเสร็จจนจำเลยที่ 2 สามารถเบิกเงินตามงวดงานดังกล่าวได้แล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในการดำเนินการดังกล่าวให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้วยนั้น เห็นว่า ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีข้อความสำคัญเพียงว่าจำเลยที่ 1 ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องในเงินจำนวน 96,870,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ตามสัญญาจ้างก่อสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ตกลงยอมรับโอนสิทธิเรียกร้องเท่านั้น

ไม่มีข้อความใดที่ระบุให้โอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ตามสัญญาจ้างดังกล่าวหรือบุคคลภายนอกด้วย นอกจากนี้ในสัญญาข้อ 4 ยังมีข้อความระบุว่า คู่สัญญาไม่ถือการโอนสิทธิเรียกร้องนี้เป็นการชำระหนี้ด้วยอย่างอื่น อันจะทำให้หนี้ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่กับจำเลยที่ 2 ระงับลงจนกว่าจำเลยที่ 2 จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ครบถ้วนเต็มจำนวน ดังนี้ การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงหาใช่โอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้และบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องดังที่โจทก์อ้างแต่อย่างใดไม่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยทำสัญญากับโจทก์โดยตกลงจะเป็นผู้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 แม้การเบิกเงินในงวดงานที่ 17 และงวดงานที่ 18 จะเกี่ยวข้องกับผลสำเร็จของงานที่โจทก์รับเหมาช่วงจากจำเลยที่ 1 ก็หาทำให้โจทก์มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ในอันที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 โดยตรงได้ไม่

กรณีต่างกันกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ซึ่งเป็นลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 และได้รับการบอกกล่าวและให้ความยินยอมในการโอนนั้นด้วยแล้วที่จะต้องถูกผูกพันให้ปฏิบัติตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องนั้นด้วย ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิสิฐ ฐิติภัค · พีรพล พิชยวัฒน์ · ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3702/2545

ว. มีหนังสือถึงจำเลยมีข้อความแสดงเจตนาแก่จำเลยว่าต้องการให้จำเลยจ่ายเงิน 2,112,450 บาท ให้โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องตรวจรับงานติดตั้งกระจกและอะลูมิเนียมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นตัวแทนของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1084/2539

เดิมจำเลยร่วมกู้ยืมเงินจากธนาคารแทนโจทก์โดยโจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกัน ต่อมาจำเลยร่วมชำระหนี้ให้แก่ธนาคารแทนโจทก์แต่โจทก์ยังไม่ชำระหนี้ให้แก่จำเลยร่วม จำเลยร่วมตกลงโอนหนี้ให้แก่จำเลยโจทก์ตกลงด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6631/2568

เดิมจำเลยกู้ยืมเงินจาก พ. ต่อมามีการนำเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมกันเป็นเงินต้นและทำสัญญาใหม่เปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จาก พ. เป็นโจทก์ โดยมีการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3107/2568

แม้โจทก์มิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินให้จำเลยที่ 3 แต่เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นกัน จึงต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกับเจ้าห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1174/2568

ตามใบคำขอรับสินเชื่อจำเลยระบุว่าสมัครด้วยบัตรเครดิต ไม่ปรากฏว่าจำเลยตกลงรับสินเชื่อซื้อสินค้าและรับสินเชื่อเป็นเงินสด ตามคำฟ้องเป็นการใช้บัตรเครดิตชำระราคาสินค้าและเบิกถอนเงินสด แม้จำเลยสามารถเบิกถอนเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้