Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะ 240,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งเท่ากับให้ร่วมชดใช้ค่าอุปการะแก่โจทก์คนละ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนค่าปลงศพซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ร่วมกันปลงศพที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิด 66,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดนั้น แม้จะเป็นหนี้ที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิร่วมกันไม่อาจแบ่งแยกเป็นหนี้ของโจทก์แต่ละคนได้ แต่เมื่อนำไปรวมกับค่าขาดไร้อุปการะตามสิทธิของโจทก์แต่ละคนแล้ว ไม่เกิน 200,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับโจทก์แต่ละคนในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องที่โจทก์ทั้งสองได้รับชดใช้จากบริษัทประกันภัยแล้วเป็นประเด็นไว้ตั้งแต่ในศาลชั้นต้น แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะได้นำสืบในชั้นพิจารณาก็เป็นการนำสืบนอกคำให้การต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง เงินที่จำเลยที่ 2 ช่วยค่าทำศพจำนวน 10,000 บาท เป็นการช่วยเหลือค่าปลงศพให้แก่โจทก์ทั้งสองบางส่วนตามหลักมนุษยธรรม มิใช่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ช่วยค่าทำศพโดยยอมรับผิดและมิได้มอบให้ในฐานะเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่ง แต่เป็นการให้ในลักษณะร่วมทำบุญอันเป็นการสำนึกในศีลธรรม จึงนำมาหักกับจำนวนเงินค่าปลงศพที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกร้องไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบิดา โจทก์ที่ 2 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กหญิงจุลดา อ่วมกระโทก เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2544 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างได้ขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 20 - 0353 นครราชสีมา ของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และในการประกอบกิจการเดินรถร่วมกับจำเลยที่ 3 เจ้าของสัมปทานเดินรถสายครบุรี - มาบกราด มาจอดรับส่งผู้โดยสารบริเวณหมู่บ้านมาบกราด ตำบลโคกกระชาย อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ที่เป็นย่านชุมชน ขณะนั้นเด็กหญิงจุลดาขับขี่รถจักรยานอยู่ด้านหน้ารถยนต์โดยสารที่จำเลยที่ 1 ขับห่างประมาณ 10 เมตร ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารออกมาอย่างรวดเร็ว

ไม่มองทางด้านหน้า ทำให้รถยนต์พุ่งเข้าชนบริเวณท้ายรถจักรยานที่เด็กหญิงจุลดาขับขี่และทับศีรษะเด็กหญิงจุลดาจนถึงแก่ความตายทันที โจทก์ทั้งสองเสียค่าปลงศพเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน เป็นเงิน 66,800 บาท เนื่องจากผู้ตายอายุ 6 ปี ทำให้โจทก์ทั้งสองขาดไร้อุปการะ ตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองขอคิดค่าเสียหายส่วนนี้รวมกันเดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 240,000 บาท จำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะนายจ้างและตัวการของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 12,797.34 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 319,599.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 306,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ทั้งสองมิได้เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กหญิงจุลดาจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 2 มิได้เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นเจ้าของสัมปทานเส้นทางเดินรถสายครบุรี - มาบกราด และมิใช่นายจ้างของจำเลยที่ 1 หรือใช้ให้จำเลยที่ 1 กระทำการแทน เหตุละเมิดไม่ได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่เกิดจากความประมาทปราศจากความระมัดระวังของเด็กหญิงจุลดาที่ขับขี่รถจักรยานด้วยความเร็วสูงพยายามแซงขึ้นหน้าทางด้านซ้ายของรถโดยสาร เนื่องจากถนนบริเวณดังกล่าวมีผิวถนนขรุขระทำให้รถจักรยานของเด็กหญิงจุลดาเสียหลักล้มเข้าหารถโดยสารคันที่จำเลยที่ 1 ขับ บริเวณข้างรถด้านซ้ายระหว่างกลางรถโดยสารแล้วเด็กหญิงจุลดาถูกล้อหลังซ้ายของรถโดยสารทับถึงแก่ความตาย

ค่าปลงศพไม่เกิน 10,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้ช่วยเหลือค่าปลงศพแก่โจทก์ทั้งสองแล้วบางส่วนตามหลักมนุษยธรรม โจทก์ทั้งสองมีอำนาจเรียกอีกและค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ทั้งสองเรียกมาสูงเกินความจริง ความเสียหายดังกล่าวไม่เกิน 40,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 309,599.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 306,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2544 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 20 - 0353 นครราชสีมา ของจำเลยที่ 2 ชนกับรถจักรยานที่เด็กหญิงจุลดาบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้เด็กหญิงจุลดาถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ช่วยงานศพเด็กหญิงจุลดาเป็นเงิน 10,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยจากคำเบิกความของพยานโจทก์แล้วฟังพฤติการณ์ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่อาจเห็นพ้องด้วยกับค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะสูงเกินไปนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 240,000 บาท

พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งเท่ากับให้ร่วมชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์คนละ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนค่าปลงศพที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดจำนวน 66,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดนั้น แม้จะเป็นหนี้ที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิร่วมกันไม่อาจแบ่งแยกเป็นหนี้ของโจทก์แต่ละคนได้ แต่เมื่อนำไปรวมกับค่าขาดไร้อุปการะตามสิทธิของโจทก์แต่ละคนดังกล่าวแล้ว เป็นจำนวนไม่เกิน 200,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับโจทก์แต่ละคนในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ประกอบอาชีพขับรถร่วมกัน

ไม่มีพฤติการณ์ของการเป็นนายจ้างและลูกจ้าง หรือเป็นการกระทำการแทนกัน จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 กับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าปลงศพและขาดไร้อุปการะสูงเกินไปด้งกล่าวนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและกำหนดค่าสินไหมทดแทนของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ทำประกันภัยบุคคลที่ 3 ไว้เป็นเงิน 80,000 บาท ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 นั้น

เห็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ในเรื่องที่โจทก์ทั้งสองได้รับชดใช้จากบริษัทประกันภัยแล้วเป็นประเด็นไว้ตั้งแต่ในศาลชั้นต้น แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะได้นำสืบในชั้นพิจารณาก็เป็นการนำสืบนอกคำให้การต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ คดีคงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ว่า เงินค่าทำศพที่โจทก์ทั้งสองได้รับจากจำเลยที่ 2 จำนวน 10,000 บาท

นั้น ต้องนำมาหักจากค่าปลงศพหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้แต่ในศาลชั้นต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 ได้ช่วยเหลือค่าปลงศพให้แก่โจทก์ทั้งสองบางส่วนแล้วตามหลักมนุษยธรรม โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจเรียกจากจำเลยทั้งสามอีก การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบ และเนื่องจากข้อเท็จจริงที่ยุติเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ในข้อกฎหมายไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาใหม่ เห็นว่า เงินที่จำเลยที่ 2 ช่วยค่าทำศพจำนวน 10,000 บาท นั้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การว่าเป็นการช่วยเหลือค่าปลงศพให้แก่โจทก์ทั้งสองบางส่วนแล้วตามหลักมนุษยธรรม จึงมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ช่วยค่าทำศพโดยยอมรับผิดและมิได้มอบให้ในฐานะเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่ง แต่เป็นการให้ในลักษณะร่วมทำบุญอันเป็นการสำนึกในศีลธรรม จะนำมาหักกับจำนวนเงินค่าปลงศพที่โจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกร้องไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลฎีการับวินิจฉัยเฉพาะประเด็นเงินค่าทำศพจำนวน 10,000 บาท เท่านั้น โดยไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่ไม่รับวินิจฉัยให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 คงเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 10,000 บาท ซึ่งเท่ากับ 250 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาจำนวน 7,990 บาท ต้องคืนค่าขึ้นศาลให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 จำนวน 7,740 บาท"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 7,740 บาท แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มนตรี ยอดปัญญา · สบโชค สุขารมณ์ · ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้