Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9326/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติจากกรมป่าไม้ ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาเช่า และจำเลยได้ครอบครองอยู่ในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อปลูกต้นปาล์มน้ำมัน จึงเป็นกรณีครอบครองอยู่ในที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน จำเลยจึงเป็นเจ้าของที่ดินตามความในมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ และต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินดังกล่าว โจทก์ประเมินให้จำเลยรับผิดชำระภาษีบำรุงท้องที่ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ตาม พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ ฯ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินนั้นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน และตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากร ฯ บัญญัติให้ฟ้องคดีได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาในการคัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการและได้มีการชี้ขาดคำคัดค้านหรืออุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว การห้ามฟ้องคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความรวมถึงการยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคดีด้วย จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ถูกต้องมาเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดี การยื่นแบบแสดงรายการที่ดินตาม พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ ฯ มาตรา 30 วรรคสอง แบบแสดงรายการดังกล่าวใช้ได้ทุกปีในรอบระยะเวลาสี่ปี เมื่อเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินแทนจำเลยในปีภาษี พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการตีราคาปานกลางของที่ดินเพื่อคำนวณภาษีบำรุงท้องที่ตามมาตรา 24 วรรคสองแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการที่ดินในปีภาษี พ.ศ. 2542 ถึง 2544 ซึ่งเป็นปีที่สองถึงที่สี่อีก

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 ป.วิ.พ. มาตรา 177 ป.พ.พ. มาตรา 1367 พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 มาตรา 6 พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 มาตรา 30 พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 มาตรา 49 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีบำรุงท้องที่พร้อมเงินเพิ่มแก่โจทก์จำนวน ๓๙๗,๖๖๔ บาท กับเงินเพิ่มในอัตราร้อยละยี่สิบสี่ต่อปีของเงินต้นค่าภาษี ๒๗๕,๒๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น โดยเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน

จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ - สลุย ในลักษณะการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยมิใช่เจ้าของที่ดิน การเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นภาระของกรมป่าไม้ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน และข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่าพื้นที่ที่จำเลยครอบครองในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหงษ์เจริญมีพื้นที่เท่าใด การประเมินที่โจทก์กล่าวอ้างจึงไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่และเงินเพิ่มเนื่องจากการไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อเสียภาษีภายในกำหนด สำหรับปีภาษี พ.ศ. ๒๕๔๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นเงิน ๒๖๔,๘๘๐ บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ ๔,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบท้องที่เขตตำบลหงษ์เจริญ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร รวมทั้งการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ จำเลยได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้ครอบครองและทำประโยชน์ปลูกต้นปาล์มน้ำมันในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ - สลุย ซึ่งอยู่ในท้องที่ตำบลสลุยและตำบลหงษ์เจริญ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร มีกำหนด ๓๐ ปี นับแต่ พ.ศ. ๒๕๒๒ จำเลยได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่

ฯ สำหรับที่ดินที่อยู่ในเขตตำบลหงษ์เจริญ ในปีภาษี พ.ศ. ๒๕๔๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๔ เจ้าพนักงานประเมินและเจ้าพนักงานสำรวจได้ทำการสำรวจและยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ประจำปีภาษี พ.ศ. ๒๕๔๑ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๔ แทนจำเลย ที่ดินดังกล่าวอยู่นอกเขตเทศบาลที่มีกำนัน เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินโดยวิธีประกาศแจ้งการประเมินไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอท่าแซะ ที่ทำการกำนันตำบลหงษ์เจริญ และที่ทำการผู้ใหญ่บ้านที่ที่ดินตั้งอยู่ตามประกาศอำเภอท่าแซะเรื่องแจ้งการประเมินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ประจำปีภาษี พ.ศ. ๒๕๔๑ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๔ แต่จำเลยไม่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อแรกว่า

จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระภาษีบำรุงท้องที่ตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าจำเลยมิใช่เจ้าของที่ดิน จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๗ บัญญัติว่า "ให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในวันที่ ๑ มกราคม ของปีใด มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีนั้นจากราคาปานกลางของที่ดิน?" มาตรา ๖ บัญญัติว่า "ในพระราชบัญญัตินี้ "ที่ดิน" หมายความว่า พื้นที่ดิน และให้หมายความรวมถึงพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือที่มีน้ำด้วย "เจ้าของที่ดิน" หมายความว่า บุคคลหรือคณะบุคคลไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือครอบครองอยู่ในที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน

"ปี"?" บทกฎหมายดังกล่าวมีความหมายชัดแจ้งว่า บุคคลหรือคณะบุคคลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือมิได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่เป็นผู้ครอบครองอยู่ในที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน ในวันที่ ๑ มกราคมของปีใด เป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีนั้นโดยคำนวณภาษีบำรุงท้องที่จากราคาปานกลางของที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือที่ได้ครอบครองอยู่สำหรับที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในปีภาษีที่พิพาทจำเลยได้ครอบครองอยู่ในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ - สลุย เพื่อปลูกต้นปาล์มน้ำมัน ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติจากกรมป่าไม้ ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาเช่า จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลครอบครองอยู่ในที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน

จำเลยจึงเป็นเจ้าของที่ดินผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น กรณีหาได้มีปัญหาต้องตีความกฎหมายดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติไม่ใช่ที่ดินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๘ (๑) ถึง (๑๑) ทั้งไม่ปรากฏว่ามีกฎกระทรวงกำหนดให้ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ - สลุย ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๘ (๑๒) และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจกรมป่าไม้หรือปลัดกระทรวงมหาดไทยสั่งงดการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ จำเลยจึงต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับที่ดินดังกล่าว

อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า จำเลยต้องชำระภาษีบำรุงท้องที่และเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่จำเลยครอบครองและอัตราภาษีบำรุงท้องที่ตามการประเมินไม่ถูกต้องนั้น เป็นการโต้แย้งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๔๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินนั้นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน กรณีจึงเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร

พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๗ (๑) ซึ่งมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากร ฯ บัญญัติให้ฟ้องคดีภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาในการคัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงาน หรือคณะกรรมการ และได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรืออุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว การห้ามฟ้องคดีตามบทบัญญัติมาตรานี้หมายความรวมถึงการยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคดีด้วย จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ของเจ้าพนักงานประเมินต่อผู้ว่าราชการจังหวัด จึงไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ถูกต้องมาเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดี และต้องรับผิดชำระภาษีบำรุงท้องที่ตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน

การที่ศาลภาษีอากรกลางรับวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขการประเมินให้จำเลยเสียภาษีบำรุงท้องที่ลดลงจากการประเมินเป็นการไม่ถูกต้อง แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงให้จำเลยเสียภาษีบำรุงท้องที่เพิ่มขึ้นเท่ากับจำนวนที่ประเมินไม่ได้ จำเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินภายในเวลาที่กำหนดจึงต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๔๕ (๑) แต่แบบแสดงรายการที่ดินดังกล่าวใช้ได้ทุกปีในรอบระยะเวลาสี่ปีตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๓๐ วรรคสอง เมื่อเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินแทนจำเลยในปีภาษี พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการตีราคาปานกลางของที่ดินเพื่อคำนวณภาษีบำรุงท้องที่ตามมาตรา ๒๔ วรรคสองแล้ว

จำเลยก็ไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการที่ดินในปีภาษี พ.ศ. ๒๕๔๒ ถึง ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นปีที่สองถึงที่สี่อีก จำเลยจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มสำหรับการไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินเฉพาะปีภาษี พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นปีแรกเป็นเงิน ๖,๐๒๐ บาท เท่านั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางให้จำเลยเสียเงินเพิ่มสำหรับการไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินทั้งสี่ปีเป็นเงินรวม ๒๔,๐๘๐ บาท ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน และมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคดี ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเดือนเมษายนของทุกปี หรือชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา ๓๕ จำเลยไม่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเวลาที่กำหนด จึงต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละยี่สิบสี่ต่อปีของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือนแต่ไม่ให้นำเงินเพิ่มสำหรับการไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินมาคำนวณเพื่อเสียเงินเพิ่มในการนี้ด้วยตามมาตรา ๔๕ (๔) อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ภาษีบำรุงท้องที่และเงินเพิ่มตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางคำนวณถึงเดือนฟ้อง (มิถุนายน ๒๕๔๔) ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เป็นจำนวน ๓๔๗,๙๕๖ บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๐ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๑๗ คิดเป็นค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ๘,๗๐๐ บาท จำเลยเสียมา ๙,๘๐๕ บาท เกินมา ๑,๑๐๕ บาท จึงให้คืนแก่จำเลย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีภาษี พ.ศ. ๒๕๔๑ ถึง ๒๕๔๔ และเงินเพิ่มสำหรับการไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินรวมเป็นเงิน ๒๔๖,๘๒๐ บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เกินมา ๑,๑๐๕ บาท แก่จำเลย ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล · วิชัย ชื่นชมพูนุท · โนรี จันทร์ทร
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นางกีรติ ตั้งธรรมศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5344/2534

ปัญหาว่าที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่จะต้องพิสูจน์กันในทางพิจารณา ไม่ใช่เรื่องอำนาจฟ้องและไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเมื่อฟ้องโจทก์มิได้อ้างว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2864/2559

ว. ได้รับคัดเลือกให้เข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทโดยเป็นการเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินของรัฐตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขดังที่กฎหมายบัญญัติ หากกระทำผิดเง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5602/2558

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจาก อ. และ อ. ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ถึงแม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และ อ. จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อันมีผลให้การซื้อขา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1570/2556

การฟ้องคดีล้มละลายเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั่วไป เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่มีอำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11043/2553

จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความค่าเสียหายที่เกิดแก่รถบรรทุกของจำเลยที่ 2 จากการกระทำละเมิดของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในส่วนของจำเลยที…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้