Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9327/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยได้จ่ายเงินให้ ช.5,000 บาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนในการที่โจทก์โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยนั้นหาใช่เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารสัญญาให้ไม่ เพราะเป็นการนำสืบให้เห็นว่าการให้ตามสัญญาให้นั้นเป็นการให้ในสิ่งที่มีค่าภารติดพันจำเลยจึงมีสิทธินำสืบได้ โจทก์ได้ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยโดยมีค่าภารติดพันโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณได้เพราะต้องห้ามถอนคืนการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535(2)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2522 โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ เนื้อที่ 3 ไร่19 ตารางวา ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1803 ให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา หลังจากนั้นจำเลยแบ่งแยกที่ดินออกจากโฉนดที่ดินฉบับเดิมเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 40118 เลขที่ดิน6 ตำบลดอนทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลกต่อมาเดือนพฤษภาคม 2535 จำเลยประพฤติเนรคุณ โดยกล่าววาจาหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงต่อหน้าบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์ได้รับความอับอาย เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนยกให้ดังกล่าวและจดทะเบียนกลับคืนเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง หากไม่สามารถโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ราคาเป็นเงิน 80,000 บาทจำเลยให้การว่า

จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทจากโจทก์โดยมีค่าตอบแทน จำเลยมิได้ประพฤติเนรคุณและหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงจำเลยได้ขายที่ดินพิพาทแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วโดยสุจริตและเปิดเผยที่ดินพิพาทมีราคา60,000 บาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางเหลี่ยม ดีอ่ำ มารดาโจทก์เมื่อนางเหลี่ยมตายโจทก์ได้รับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางเหลี่ยมส่วนที่ตกแก่โจทก์มาเป็นของโจทก์ตามที่ปรากฏในสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย

จ.1 ต่อมาโจทก์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยตามสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1และหนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเสน่หาหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เมื่อโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาแล้วโจทก์จึงยกที่ดินพิพาทให้จำเลยโดยเสน่หาโดยไม่มีเงื่อนไขหรือให้จำเลยออกเงินค่าตอบแทนในการให้นี้เลย เพราะหากจำเลยได้จ่ายเงิน5,000 บาท ให้เป็นการตอบแทนแล้ว การโอนที่ดินพิพาทจากกองมรดกคงโอนให้จำเลยไปเสียเลยโดยไม่จำเป็นต้องโอนให้โจทก์ การโอนที่ดินพิพาทมาให้โจทก์ก่อนแล้วต่อมาโจทก์จึงโอนให้จำเลยเช่นนี้แสดงว่าเป็นการให้โดยเสน่หาโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมี

ค่าภารติดพัน แต่อย่างใด เห็นว่า โจทก์เบิกความว่า "เมื่อนางเหลี่ยมถึงแก่กรรมแล้วบรรดาลูกของนางเหลี่ยมจึงได้ตกลงแบ่งแยกที่ดินที่ นางเหลี่ยมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ การแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวนั้นมีนายรวย นายจืด นายชื้น และนายสมานเป็นผู้ดำเนินการ โดยนายชื้นบอกว่าหากใครต้องการรับโอนที่ดินแปลงดังกล่าวนี้จะต้องเสียเงินคนละ 5,000 บาท ข้าพเจ้าจึงได้บอกนายชื้นว่าข้าพเจ้าไม่มีเงินและไม่อยากได้ซึ่งขณะนั้นจำเลยได้ทราบข่าว จำเลยจึงได้นำเงินส่วนตัวจำนวน 2,000 บาท และจำเลยได้ขายความให้แก่นายสมานจำนวน 3,000 บาท รวม 5,000 บาท แล้วนำไปให้แก่นายชื้น นายชื้นจึงให้จำเลยเป็นผู้รับโอนที่ดินแปลงพิพาทหลังจากที่จำเลยได้รับโอนที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าวมาแล้วต่อมาในปี 2524 จำเลยจึงได้นำที่ดินพิพาทดังกล่าวไปออกโฉนดที่ดินเป็นที่แปลงใหม่" ตามคำเบิกความดังกล่าวแสดงว่าโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทก็เพื่อยกให้จำเลย

เพราะเมื่อจำเลยได้นำเงิน 5,000 บาท ไปให้นายชื้นแล้วนายชื้นก็จัดการโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ ต่อมาโจทก์ก็โอนที่ดินพิพาทให้จำเลย การที่โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยเช่นนี้จึงเป็นการให้โดยมีค่าตอบแทนหรือมีค่าภารติดพันหาใช่เป็นการให้โดยเสน่หาโดยไม่มีค่าภารติดพันดังที่โจทก์อ้างไม่ และการที่จำเลยนำสืบว่าจำเลย ได้จ่ายเงินให้นายชื้น 5,000 บาทเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการที่โจทก์โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยนั้นหาใช่เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารไม่เพราะเป็นการนำสืบให้เห็นว่าการให้ตามสัญญาให้เอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 นั้นเป็นการให้ในสิ่งที่มีค่าภารติดพันจำเลยจึงมีสิทธินำสืบได้ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า โจทก์จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณได้หรือไม่

เห็นว่าในประเด็นนี้ เมื่อได้วินิจฉัยในประเด็นข้างต้นแล้วว่าโจทก์ได้ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยโดยมีค่าภารติดพันแล้วโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณได้เพราะต้องห้ามถอนคืนการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535(2)คดีจึงไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นของโจทก์ต่อไปที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อธิราช มณีภาค · มงคล สระฏัน · วุฒิ คราวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5126/2545

ในวันที่จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเข้าเบิกความต่อศาลชั้นต้น ก. ได้นั่งฟังอยู่ในห้องพิจารณาด้วยอันเป็นการผิดระเบียบ แต่เมื่อคำเบิกความของ ก. มีเหตุผลน่าเชื่อฟัง ศาลย่อมฟังคำเบิกความของ ก. เพื่อประกอบการพิจาร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1656/2543

โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตอบแทนที่จำเลยที่ 1ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้ เป็นการให้โดยมีค่าภารติดพันแม้หนังสือสัญญาให้ที่ดินระบุว่า เป็นการให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนจำเลยที่ 1 ก็นำสืบได้ว่าเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3880/2540

โจทก์จดทะเบียนยกที่ดินให้แก่จำเลยผู้เป็นบุตรเพื่อนำไปทำมาหาเลี้ยงชีพนั้น เป็นการให้ทรัพย์สินแก่บุตรโดยเสน่หา มิใช่เป็นการให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยาดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 535 (3) แห่ง ป.พ.พ.เพราะโจทก์ไม่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6656/2567

การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ ทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยได้รับเงินแล้วในวันทำสัญญาแล้ว 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4209/2566

แม้สัญญากู้ยืมเงินเป็นสัญญาที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง แต่กฎหมายไม่ให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า สัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ใน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้