คำฟ้องและคำให้การ
ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเป็นผู้แทนตำบลได้ยินเรื่องราวกล่าวหาโจทก์ซึ่งเป็นกำนันต่อสภาผู้แทนราษฎร หาว่าโจทก์ได้รับแจ้งความคดีอาญาแล้วปิดบังไม่รายงานต่อกรมการอำเภอ แลว่าโจทก์เข้าหุ้นส่วนตั้งบอนเล่นการพะนัน สมคบกับพวกตัดไม้ประเภทหวงห้ามกับว่าโจทก์รายงานเท็จต่ออำเภอซึ่งเป็นความเท็จโดยปรากฎว่าทางการได้จัดการสอบสวนแล้วไม่เป็นความจริง ศาลชั้นต้นตัดสินว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แลจำเลยพิสูจน์ความจริงไม่ได้ พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย ๑ เดือนปรับ ๑๐๐ บาท แต่ให้รอการลงอาญาไว้ คงปรับสถานเดียว
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจะฟังว่าจำเลยมีเจตนาหมิ่นประมาทโจทก์ยังไม่ถนัด เพราะจำเลยมีเจตนาอย่างเดียวที่จะขอให้เปลี่ยนกำนัน แต่จำเลยมีความผิดฐานแจ้งความเท็จตาม ม.๑๑๘ พิพากษาให้จำคุกจำเลย ๑ เดือน จำเลยฎีกาว่าไม่ควรมีผิดตาม ม.๑๑๘ เพราะผู้แทนราษฎรมิได้เป็นเจ้าพนักงานแลว่าไม่ควรมีผิดตามมาตรา ๒๘๒-๒๘๔ เพราะโจทก์ไม่ได้ใส่ความโจทก์ต่อสาธารณชน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามมาตรา ๑๑๘ ต้องเป็นเรื่องเอาความเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงาน เห็นว่าผู้แทนราษฎรมิได้เป็นเจ้าพนักงานเพราะไม่มีหน้าที่ทางฝ่ายบริหาร แต่เห็นว่าจำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา ๒๘๔ โดยจำเลยไม่มีสิทธิที่จะใส่ความโจทก์ แลเรื่องราวที่จำเลยส่งไปสภาผู้แทนราษฎร ๆ ก็ได้จัดส่งไปยังเลขานุการนายกรัฐมนตรี ๆ ส่งไปยังกระทรวงมหาดไทย จนเกิดมีการสอบสวนกันขึ้นซึ่งมิได้ความสมจริง ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้กล่าวต่อบุคคลนับแต่ ๒ คนขึ้นไป
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น