Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9386/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ชื่อสกุลที่ถูกต้องของลูกหนี้มีอยู่ในรายงานสำนวนคดีของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 7 ฟ้องคดีล้มละลาย จำเลยที่ 7 เป็นทนายความ ควรมีความรอบคอบและระมัดระวังในการขอคัดข้อมูลประวัติบุคคลจากทางราชการเพื่อนำไปเป็นหลักฐานการฟ้องคดีล้มละลายซึ่งเป็นคดีที่มีความสำคัญ แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 7 ไปขอคัดชื่อสกุลของโจทก์ มิใช่ของลูกหนี้ แล้วใช้แบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรที่ไปขอคัดมาฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง เป็นกรณีที่จำเลยที่ 7 ไม่มีความรอบคอบและระมัดระวังตามสมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ทนายความ นับเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ครั้นเมื่อจำเลยที่ 7 รู้ในภายหลังว่าฟ้องลูกหนี้ผิดเป็นฟ้องโจทก์ แทนที่จำเลยที่ 7 จะถอนคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องโจทก์เพื่อลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้อง อันจะทำให้คำฟ้องในส่วนที่ฟ้องโจทก์เสร็จสิ้นไป แต่จำเลยที่ 7 กลับใช้วิธีแก้ไขคำฟ้องโดยขอแก้ไขชื่อ ชื่อสกุล เลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ ซึ่งไม่อาจทำได้ และผลก็ไม่เหมือนกับการถอนคำฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 7 ในส่วนนี้นับว่าเป็นการทำโดยผิดกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด การกระทำของจำเลยที่ 7 จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 7 จะกล่าวอ้างว่าเป็นความผิดของทางศาลด้วย เพื่อให้ตนพ้นความรับผิดหาได้ไม่ จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทในเครือของธนาคาร ก. จำเลยที่ 7 เป็นพนักงานของธนาคาร ก. แต่ได้รับมอบหมายให้ทำงานให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 7 จึงเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะนายจ้างหรือตัวแทน จำเลยที่ 5 เป็นทนายความของบริษัท พ. ซึ่งรับจ้างดำเนินคดีล้มละลายให้แก่จำเลยที่ 1 โดยรับสำนวนต่อมาจากจำเลยที่ 7 ภายหลังจากศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้จำเลยที่ 7 แก้ไขคำฟ้อง จำเลยที่ 5 มีหน้าที่ไปสืบพยานเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ จำเลยที่ 5 อ้างตนเองเป็นพยาน ส่งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของตนแทนการซักถาม และส่งเอกสารซึ่งมีแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของลูกหนี้ที่ถูกต้องแล้วต่อศาล จึงเป็นการนำสืบถึงลูกหนี้ที่ศาลอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องแล้ว มิใช่นำสืบว่าลูกหนี้คือโจทก์ การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด น่าจะเกิดจากความผิดหลงที่ไปพิจารณาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของโจทก์อันสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 7 ฟ้องโจทก์แต่ไม่ถอนฟ้องกลับใช้วิธีการแก้ไขคำฟ้องดังกล่าว ยังไม่ถนัดที่จะให้รับฟังว่าจำเลยที่ 5 ประมาทเลินเล่อ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญา อายุความที่โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งย่อมสะดุดหยุดลงตาม ป.อ. มาตรา 95 ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสอง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ขณะคดีอาญายังไม่เด็ดขาด ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 46,452,692 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 39,830,846 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2538 นายวิชัย ไชยวงศ์ กับนางวนิดา ไชยวงศ์ สามีภริยากู้ยืมเงินและเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดยได้จำนองทรัพย์สินซึ่งจำนองคือที่ดินโฉนดเลขที่ 29688 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนี้คือบ้านเลขที่ 454/18 ถนนเจริญเมือง ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นประกัน ซึ่งบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นที่อยู่ตามสำเนาทะเบียนบ้านของนายวิชัยและนางวนิดา ต่อมาทั้งสองไม่ชำระหนี้ ธนาคารเตรียมการฟ้องร้อง จึงไปขอคัดที่อยู่ของนายวิชัยและนางวนิดาที่สำนักทะเบียนเทศบาลนครเชียงใหม่

นายทะเบียนดำเนินการให้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นข้อมูลจากฐานข้อมูลการทะเบียน สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยระบุว่า นายวิชัย ไชยวงศ์ เกิดเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2508 อายุ 32 ปี มารดาชื่อแน่งน้อย บิดาชื่อบุญมา ที่อยู่ 454/18 ถนนเจริญเมือง ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาอยู่เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2530 ปรับปรุงข้อมูลครั้งสุดท้ายวันที่ 11 มีนาคม 2540 และนางวนิดา ไชยวงค์ เกิดเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2504 อายุ 35 ปี มารดาชื่อดาว บิดาชื่อวิ ที่อยู่ 454/18 ถนนเจริญเมือง ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาอยู่เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2529 ปรับปรุงข้อมูลครั้งสุดท้ายเมื่อ 11 มีนาคม 2540 ตามสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร

ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2540 ธนาคารโดยนายขวัญแก้ว เจริญศุข ทนายความ ฟ้องนายวิชัยและนางวนิดาต่อศาลชั้นต้นขอให้ชำระหนี้ 937,402.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 746,705.95 บาท หากไม่ชำระขอให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองและทรัพย์สินอื่นโดยแนบสำเนาสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาเบิกเงินบัญชีและหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันมาท้ายฟ้องด้วย ตามสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3443/2540 ในวันฟ้องนั้นเองธนาคารโดยนายขวัญแก้วทนายความยื่นคำแถลงยืนยันว่าทั้งนายวิชัยและนางวนิดามีที่อยู่ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรที่แนบท้ายคำแถลง หากส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ได้หรือไม่มีผู้รับก็ขอให้ปิดหมาย ปรากฏว่าทั้งตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงิน

สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี และหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันดังกล่าว ชื่อสกุลของทั้งนายวิชัยและนางวนิดาคือ ไชยวงค์ ถูกต้อง มิใช่ ไชยวงศ์ แต่คำฟ้องของธนาคารดังกล่าวระบุชื่อสกุลของทั้งนายวิชัยและนางวนิดาในช่องจำเลยและช่องขอยื่นฟ้องว่าไชยวงศ์ ซึ่งไม่ถูกต้อง ความไม่ถูกต้องของชื่อสกุลจึงเริ่มตั้งแต่ฟ้องคดีแพ่งครั้งนั้นแล้ว และมิได้มีการแก้ไขให้ถูกต้อง จนกระทั่งวันที่ 1 ธันวาคม 2540 ธนาคารกับนายวิชัยและนางวนิดาทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน โดยทั้งสองยอมชำระเงินตามฟ้อง หากไม่ชำระยอมให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองและทรัพย์สินอื่นตามคดีหมายเลขแดงที่ 5982/2540 โดยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

ก็ดี ตามคำพิพากษาตามยอมก็ดี ระบุชื่อสกุลของนายวิชัยและนางวนิดาว่า ไชยวงศ์ ซึ่งก็ไม่ถูกต้อง ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2543 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ระบุว่าทุนจดทะเบียนแบ่งออกเป็น 600 ล้านหุ้น มีผู้อื่น 6 คน ซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 2 ถือหุ้นคนละ 1 หุ้น รวม 6 หุ้น นอกนั้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้น จำเลยที่ 1 จึงนับได้ว่าเป็นบริษัทในเครือของธนาคารดังกล่าว ในขณะนั้นมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ด้วย ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2543 นางวนิดา ไชยวงค์ เปลี่ยนชื่อและชื่อสกุลเป็น นางพรปวีณ์ จอมใจ วันที่ 19 เมษายน 2544 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินซึ่งจำนอง วันที่ 1 กันยายน 2547 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 กระทำกิจการต่าง

ๆ แทนรวมทั้งดำเนินคดีทั้งคดีแพ่ง คดีอาญาและคดีล้มละลาย และให้มีอำนาจมอบอำนาจให้ตัวแทนช่วงทำการที่ได้รับมอบอำนาจได้ด้วย วันที่ 17 ธันวาคม 2547 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โอนขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อนายวิชัย ไชยวงค์ และนางวนิดา ไชยวงค์ หรือนางพรปวีณ์ จอมใจ แก่จำเลยที่ 1 ทางจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการสืบหาทรัพย์สินของนายวิชัยและนางวนิดาแล้วทำรายงานไว้ ตามรายงานผลการดำเนินการสืบทรัพย์ของลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน (วันที่ 13 กรกฎาคม 2548) ซึ่งในช่องลูกหนี้-ผู้ค้ำประกัน ระบุว่า นายวิชัย ไชยวงค์หรือไชยวงศ์ นางวนิดาหรือพรปวีณ์ ไชยวงค์หรือไชยวงศ์หรือจอมใจ (ผู้กู้ร่วม) ในช่องผลการดำเนินการ

ระบุว่า ตรวจสอบกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดินในเขตจังหวัดเชียงใหม่ 13 สาขา ไม่พบนายวิชัย ไชยวงค์หรือไชยวงศ์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ไม่พบนางวนิดาหรือพรปวีณ์ ไชยวงค์หรือไชยวงศ์หรือจอมใจถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนอง มีผู้ซื้อได้ จำเลยที่ 1 คำนวณหนี้หลังจากหักที่ขายทอดตลาดออกไปแล้ว ยังคงเป็นหนี้ต้นเงิน 746,705.95 บาท และเมื่อรวมดอกเบี้ยเข้าด้วยแล้วเป็นหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 1,553,514.16 บาท วันที่ 21 เมษายน 2549 นางพรปวีณ์ จอมใจ เปลี่ยนชื่อสกุลจากจอมใจเป็น ซาโตะ ฝ่ายบังคับคดีบริษัทสำนักงานกฎหมายกรุงศรีอยุธยา จำกัด ขอให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินและคัดสำเนาทะเบียนบ้านของลูกหนี้รายนายวิชัย

ไชยวงศ์ และนางวนิดา ไชยวงศ์ ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 ถึงผู้จัดการฝ่าย ประจำฝ่ายบังคับคดี บริษัทสำนักงานกฎหมายกรุงศรีอยุธยา จำกัด ว่าดำเนินการแล้วไม่พบลูกหนี้ทั้งสองรายถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน รายละเอียดปรากฏตามรายงานผลการดำเนินการสืบทรัพย์ของลูกหนี้และผู้ค้ำประกันดังกล่าว ได้ตรวจคัดและรับรองสำเนาทะเบียนบ้านนายวิชัยมาได้ 1 ฉบับ ส่วนสำเนาทะเบียนบ้านของนางวนิดา ไชยวงศ์ ไม่สามารถตรวจสอบและคัดรับรองได้ เนื่องจากไม่มีเลขประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของลูกหนี้ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2550 จำเลยที่ 7 ไปขอข้อมูลประวัติราษฎรสองคนจากเขตราชเทวี

กรุงเทพมหานคร ซึ่งปรับปรุงข้อมูลครั้งสุดท้ายวันที่ 28 พฤศจิกายน 2550 คนแรกคือนายวิชัย ไชยวงค์ ได้ข้อมูลประวัติมาซึ่งถูกต้อง ส่วนคนที่สอง แทนที่จำเลยที่ 7 ขอข้อมูลนางวนิดา ไชยวงค์ หรือนางปวีณ์ จอมใจ หรือนางปวีณ์ ซาโตะ กลับไปขอข้อมูลนางวนิดา ไชยวงศ์ ซึ่งตรงกับชื่อและชื่อสกุลของโจทก์ ก็ได้ข้อมูลประวัติของโจทก์มา โดยโจทก์เกิดเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2506 อายุ 44 ปี มารดาชื่อจันทร์เพ็ญ บิดาชื่อดี ที่อยู่ 224/330 หมู่ที่ 3 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ สำนักทะเบียนอำเภอหางดง เข้ามาอยู่เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2546 ตามสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร วันที่ 18 ธันวาคม 2550 จำเลยที่ 6 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 แต่งจำเลยที่ 7 เป็นทนายความ ตามสำเนาใบแต่งทนายความ วันเดียวกันจำเลยที่ 7 ในฐานะทนายความ ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องคดีล้มละลายต่อศาลล้มละลายกลางโดยฟ้องนายวิชัย

ไชยวงค์หรือไชยวงศ์ เป็นลูกหนี้ที่ 1 ในฟ้องระบุเลขประจำตัวประชาชนถูกต้อง และแทนที่จะฟ้องนางวนิดา ไชยวงค์ หรือนางพรปวีณ์ จอมใจ หรือนางพรปวีณ์ ซาโตะ ตามที่ถูกต้องแท้จริง กลับฟ้องโจทก์เป็นลูกหนี้ที่ 2 โดยในฟ้องระบุชื่อโจทก์ว่า นางวนิดา ไชยวงศ์ ระบุเลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ของโจทก์ตรงตามที่จำเลยที่ 7 ไปขอคัดมาดังกล่าว มูลหนี้ที่นำมาฟ้องคือมูลหนี้ที่ยังคงค้างอยู่หลังจากขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองเป็นต้นเงิน 746,705.95 บาท เมื่อรวมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 คิดถึงวันก่อนฟ้องล้มละลาย 1 วัน เข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 1,828,281.49 บาท ศาลรับฟ้องและนัดพิจารณาในวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 ตามหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องคดีล้มละลายหมายเลขดำที่ 14774/2550 วันที่ 7 มกราคม 2551 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 รองผู้จัดการฝ่ายบริหารงานคดีธนาคารกรุงศรีอยุธยา

จำกัด (มหาชน) กระทำกิจการต่าง ๆ แทนรวมทั้งดำเนินคดีทั้งคดีแพ่ง คดีอาญาและคดีล้มละลาย และให้มีอำนาจมอบอำนาจให้ตัวแทนช่วงทำการที่ได้รับมอบอำนาจได้ด้วย ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ โจทก์เป็นกรรมการบริษัทพลัส ไพร์ออริตี้ จำกัด โดยบริษัทมีโจทก์เป็นกรรมการเพียงผู้เดียว สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบกิจการรับติดตั้งป้ายโฆษณา ปูพื้นไม้ลามิเนตในอาคารและบ้านพักอาศัยในโครงการใหญ่ ๆ ทั่วประเทศไทย นำเข้าวัสดุอุปกรณ์จำพวกไม้ต่าง ๆ จากต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้ในกิจการและจำหน่ายแก่ลูกค้าทั่วไปด้วย โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 ถึงจำเลยที่ 1 มีใจความว่า โจทก์ขอสินเชื่อต่อสถาบันการเงิน

ทางสถาบันการเงินและคู่สัญญาทางธุรกิจของโจทก์ แจ้งโจทก์ว่าโจทก์อยู่ระหว่างถูกฟ้องล้มละลายโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ไม่เคยมีภาระหนี้หรือนิติกรรมอื่นใดกับจำเลยที่ 1 เลย ขอให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบข้อมูลว่าโจทก์มีภาระหนี้และถูกฟ้องล้มละลายจากจำเลยที่ 1 จริงหรือไม่ประการใด ตรวจสอบแล้วแจ้งให้โจทก์ทราบเป็นลายลักษณ์เป็นการเร่งด่วน เนื่องจากการที่โจทก์มีชื่อในการถูกฟ้องดังกล่าวส่งผลต่อทั้งตัวโจทก์และธุรกิจของโจทก์อย่างมาก และโจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 ให้นายสุพจน์ไปขอคัดหรือถ่ายสำเนาสำนวนคำฟ้องคดีล้มละลายต่อศาลล้มละลายกลาง โจทก์ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 4 มอบอำนาจช่วงแก่ผู้รับมอบอำนาจช่วงหลายคนรวมทั้งจำเลยที่ 5 ให้มีอำนาจดำเนินคดีทั้งคดีแพ่ง

คดีอาญาและคดีล้มละลายด้วย ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงลงวันที่ 3 มีนาคม 2551 จำเลยที่ 5 อายุ 28 ปี ประกอบอาชีพรับจ้าง และเป็นทนายความด้วย ในส่วนที่เกี่ยวกับอาชีพทนายความ ได้ทำงานอยู่ที่บริษัทไพร์ม แอสโซซิเอท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด วันที่ 3 มีนาคม 2551 ทางจำเลยที่ 1 ไปขอข้อมูลประวัติราษฎรของนางพรปวีณ์ ซาโตะ จากเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ซึ่งปรับปรุงข้อมูลครั้งสุดท้ายวันที่ 2 มีนาคม 2551 เกิดเมื่อ 1 ธันวาคม 2504 อายุ 46 ปี มารดาชื่อดาว บิดาชื่อวิ ที่อยู่ 454/18 ถนนเจริญเมือง ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาอยู่เมื่อ 29 สิงหาคม 2545 ตามสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร

จำเลยที่ 7 ทำบันทึกลงวันที่ 5 มีนาคม 2551 รายงานผลคืบหน้าเสนอผู้เป็นหัวหน้างานกรณีชื่อลูกหนี้ที่ 2 มีใจความว่า ตามที่โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบเกี่ยวกับโจทก์ถูกฟ้องนั้น จำเลยที่ 7 ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าฟ้องลูกหนี้ที่ 2 ผิดจริง โดยลูกหนี้ที่ 2 ได้เปลี่ยนชื่อจากนางวนิดา ไชยวงศ์ เป็นนางพรปวีณ์ ซาโตะ รายละเอียดตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร จึงเรียนมาเพื่อทราบและเห็นควรยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ผู้เป็นหัวหน้าสั่งในวันเดียวกันว่า ดำเนินการตามเสนอโดยเร็ว และแจ้งให้นางวนิดา ไชยวงศ์ ที่มิใช่ลูกหนี้ทราบด้วย ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2551 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์โดยจำเลยที่ 7 ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง

ขอแก้ไขคำฟ้องในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 โดยขอแก้ไขชื่อ ลูกหนี้ที่ 2 เลขประจำตัวประชาชน อายุ ที่อยู่ จากโจทก์เป็นนางพรปวีณ์ ซาโตะ หรือ นางวนิดา ไชยวงศ์ และขอให้สั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่ลูกหนี้ที่ 2 อีกครั้ง ณ ภูมิลำเนาของลูกหนี้ที่ 2 ที่แก้ไขใหม่ หากไม่พบหรือไม่มีผู้รับหมายแทนก็ขอให้ปิดหมาย ค่าใช้จ่ายในการนำส่งหมายขอให้ศาลหักจากเงินวางประกันค่าใช้จ่ายในคดี พร้อมนี้เจ้าหนี้ ผู้แทนโจทก์ได้แนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของลูกหนี้ที่ 2 มาด้วยแล้ว ศาลเพิ่งสั่งคำร้องนี้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2551 ว่าอนุญาตให้แก้ฟ้อง ให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้ลูกหนี้ที่ 2 ใหม่ ปิดหมายได้ ตามสำเนาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง และจำเลยที่ 7 มีหนังสือลงวันที่ 6 มีนาคม 2551 ถึงโจทก์

มีใจความว่า ตามที่โจทก์ได้ แจ้งให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบว่านางวนิดา ไชยวงศ์ ลูกหนี้ที่ 2 ในคดีล้มละลายหมายเลขดำที่ 14774/2550 เป็นบุคคลคนเดียว กับโจทก์หรือไม่ ได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า บุคคลที่จำเลยที่ 1 ฟ้องมีชื่อและชื่อสกุลตลอดจนภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อและชื่อสกุลเป็นนางพรปวีณ์ ซาโตะ ซึ่งเป็นบุคคลคนละคนกับโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้แจ้งศาล และมีโทรสารไปยังโจทก์เพื่อทราบแล้ว รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ จึงเรียนมาเพื่อกราบขออภัยต่อโจทก์อีกครั้ง วันที่ 3 เมษายน 2551 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาจ้างบริษัทไพร์ม แอสโซซิเอท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ดำเนินคดีล้มละลาย หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2551 อนุญาตให้จำเลยที่ 1 แก้ไข

คำฟ้อง ซึ่งเป็นการแก้ไขในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 รวมทั้งแก้ไขที่อยู่จากที่อยู่ของโจทก์เป็นที่อยู่ ของลูกหนี้ที่ 2 ที่แท้จริงด้วยดังกล่าวแล้ว แต่ทางศาลล้มละลายกลางยังคงออกหมายเรียก คดีล้มละลายและส่งสำเนาคำฟ้องไปยังโจทก์และที่อยู่ของโจทก์ ซึ่งก็คือตามหมายเรียกคดีล้มละลายลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 ระบุว่า หมายถึง นางวนิดา ไชยวงศ์ ลูกหนี้ที่ 2 ได้ส่งสำเนาคำฟ้องและเอกสารมาให้พร้อมหมายนี้ ตามที่ศาลนัดนั่งพิจารณาคดีที่ศาลล้มละลายกลางในวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 บัดนี้ ศาลสั่งยกเลิกนัดเดิม และได้กำหนดวันนัดนั่งพิจารณาคดีใหม่ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ในหมายเรียกระบุที่อยู่ว่า 224/330 หมู่ที่ 3 ตำบลสันผักหวาน

อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าพนักงานศาลของศาลชั้นต้นนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องดังกล่าวไปส่งแทนศาลล้มละลายกลางโดยไปส่งที่บ้านเลขที่ 224/330 ซึ่งเป็นที่อยู่ของโจทก์ โดยการปิดหมายเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2551 ต่อมาทางธุรการศาลล้มละลายกลางมีหนังสือลงวันที่ 20 สิงหาคม 2551 ถึงธุรการศาลชั้นต้นว่า ตามที่ศาลล้มละลายกลางกำหนดนัด นั่งพิจารณาคดีที่ศาลชั้นต้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 นั้น ศาลล้มละลายกลางได้เลื่อนกำหนดนัดนั่งพิจารณาที่ศาลชั้นต้นไปในวันที่ 16 มกราคม 2552 เวลา 9.30 นาฬิกา ในการส่งหมายนัดซึ่งพิจารณาคดีที่ศาลชั้นต้นในวันที่ 16 มกราคม 2552 แก่ลูกหนี้ที่ 2 นั้น ก็ยังคงส่งไปยังบ้านเลขที่ 224/330 ซึ่งเป็นที่อยู่ของโจทก์ และส่งโดยการปิดหมายนัดเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2551 ทางฝ่ายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์นั้น

จำเลยที่ 7 ทำบันทึกลงวันที่ 6 มกราคม 2552 เสนอผู้เป็นหัวหน้ามีใจความว่า ศาลนัดพิจารณาที่ศาลชั้นต้นในวันที่ 16 มกราคม 2552 เห็นควรโอนคดีให้สำนักงานทนายนอก ผู้เป็นหัวหน้าสั่งให้ส่งสำนักงานทนายความของบริษัทไพร์ม แอสโซซิเอท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทรับคดีนี้ไปดำเนินการเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2552 บริษัทมอบหมายให้จำเลยที่ 5 เป็นผู้ดำเนินคดี และจำเลยที่ 5 รับคดีนี้มาเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552 จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงจากจำเลยที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2551 และได้รับมอบหมายให้ดำเนินคดีล้มละลายนี้ต่อดังกล่าว ก็ได้ตั้งตนเองเป็นทนายความคดีล้มละลาย ตามสำเนาใบแต่งทนายความลงวันที่ 13 มกราคม 2552 ครั้นถึงวันนัดพิจารณาที่ศาลชั้นต้นในวันที่ 16 มกราคม 2552 ฝ่ายเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์มีแต่จำเลยที่ 5 ผู้เดียวมาศาล

ส่วนฝ่ายลูกหนี้ทั้งสองไม่มาศาล ศาลถือว่าลูกหนี้ทั้งสองขาดนัดพิจารณา ให้พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว มีพยานฝ่ายเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์มาเบิกความ 1 ปาก ซึ่งก็คือจำเลยที่ 5 ตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็น และมีการส่งเอกสาร เป็นพยานหลักฐาน 15 ฉบับ คดีเสร็จการพิจารณาตามสำเนาบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นลงวันที่ 16 มกราคม 2552 สำเนารายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 16 มกราคม 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในวันเดียวกันนั้นเองให้พิทักษ์ทรัพย์ของนายวิชัยลูกหนี้ที่ 1 และ นางวนิดา ไชยวงศ์ ลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางมีหนังสือ ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 แจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดถึงเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

ได้ระบุในส่วนของนายวิชัยลูกหนี้ที่ 1 ถูกต้อง แต่ในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ระบุว่า นางวนิดา ไชยวงศ์ ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่เลขที่ 224/330 หมู่ที่ 3 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ตามสำเนาแจ้งคำสั่งพิทักษ์เด็ดขาด ซึ่งตามที่ระบุในส่วนที่เกี่ยวกับลูกหนี้ที่ 2 ดังกล่าวนั้นหมายถึงโจทก์ ผลก็คือโจทก์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ย่อมไม่ถูกต้อง เพราะอย่างน้อยศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2551 ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับลูกหนี้ที่ 2 จากโจทก์เป็นนางพรปวีณ์ ซาโตะ ไปแล้ว ต่อมาได้มีการลงในเวปไซต์ของกรมบังคับคดี รายงานข้อมูลบุคคลล้มละลายว่า บุคคลล้มละลายเดือนกุมภาพันธ์ 2552 มีโจทก์รวมอยู่ด้วย ตามสำเนารายงานข้อมูลบุคคลล้มละลาย

ต่อมาเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์โดยจำเลยที่ 5 ทนายความ ยื่นคำร้องลงวันที่ 12 มีนาคม 2552 ต่อศาลล้มละลายกลางว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2551 เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องในส่วนชื่อ ชื่อสกุลและเลขประจำตัวประชาชนของลูกหนี้ที่ 2 ใหม่จากโจทก์เป็นนางพรปวีณ์ ซาโตะ หรือนางวนิดา ไชยวงศ์ ซึ่งศาลอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องแล้ว แต่ตามสำนวนยังปรากฏชื่อชื่อสกุลและเลขประจำตัวประชาชนของลูกหนี้ที่ 2 เดิมก่อนการแก้ไขคำฟ้อง ขอให้แก้ไข ในส่วนชื่อ ชื่อสกุลและเลขประจำตัวประชาชนของลูกหนี้ที่ 2 ให้ถูกต้องตามที่ศาลอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องแล้วนั้นด้วย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า เป็นบุคคลเดียวกัน จึงอนุญาตให้แก้ไขตามที่ขอ โดยให้คัดคำสั่งฉบับนี้ทุกครั้งที่มีการคัดถ่ายคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

จำเลยที่ 5 ยื่นคำแถลงลงวันที่ 26 มีนาคม 2552 ต่อศาลล้มละลายกลางว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2552 เจ้าพนักงานศาลแจ้งเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ให้นำส่งทะเบียนราษฎรของลูกหนี้ที่ 2 เพื่อใช้ประกอบการขอแก้ไขคำสั่งดังกล่าวจึงขอนำส่งแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของนางพรปวีณ์ ซาโตะ ปรับปรุงข้อมูลครั้งสุดท้าย วันที่ 24 มีนาคม 2552 ตามสำเนาคำแถลงและสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร ศาลล้มละลายกลางมีหนังสือลงวันที่ 31 มีนาคม 2552 แจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดถึงเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ระบุในส่วนของนายวิชัยลูกหนี้ที่ 1 ถูกต้องเหมือนเดิม ในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ระบุว่า นางพรปวีณ์ ซาโตะ หรือนางวนิดา ไชยวงศ์ ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่เลขที่ 454/18 ถนนเจริญเมือง

ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยหมายเหตุว่า เป็นการแก้ไขหนังสือฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 และให้ยกเลิกฉบับเดิม (คือฉบับ ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 นั่นเอง) ตามสำเนาหนังสือแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ในการที่โจทก์ถูกฟ้องล้มละลายจนถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญาข้อหาเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ตามสำเนาคำฟ้องลงวันที่ 3 เมษายน 2552 สำหรับการประกาศคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศลงวันที่ 22 เมษายน 2552 ว่าศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้ทั้งสอง โดยในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ตามประกาศก็คือโจทก์

ต่อมาประกาศลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2552 แก้ไขในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 เป็นนางพรปวีณ์ ซาโตะ ตามสำเนาประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ยื่นคำแถลงลงวันที่ 29 กันยายน 2552 ขอคัดถ่ายสำนวนคดีล้มละลายเพื่อใช้ประกอบในการดำเนินคดีอาญา ศาลล้มละลายกลางตรวจสำนวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2552 ว่า การที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ที่ 2 ผิดคน จะขอแก้ไขคำฟ้องเพื่อเปลี่ยนตัวลูกหนี้ไม่ได้ การที่ศาลรับฟ้องลูกหนี้ที่ 2 และอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้อง ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้ลูกหนี้ที่ 2 ตลอดจนนั่งพิจารณาและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด เป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่ชั้นรับฟ้องในส่วนลูกหนี้ที่ 2 เป็นต้นไป

มีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ให้จำหน่ายคดีเฉพาะสำนวนลูกหนี้ที่ 2 ออกจากสารบบความ ให้เพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ตาม คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดฉบับลงวันที่ 16 มกราคม 2552 (คือเพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์เด็ดขาด) ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์คำสั่งนี้ ส่วนคดีอาญาที่ โจทก์ฟ้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นเลื่อนไปไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 13 ตุลาคม 2552 แต่พอถึงวันนัดโจทก์ขอเลื่อน อ้างเหตุเอกสารยังไม่ได้มา ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อน และเห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานมาไต่สวนมูลฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ แล้วโจทก์มาฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 ต่อมาคดีอาญานั้นศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2555 ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีอาญาจึงเป็นที่สุด สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 7 ผู้เดียวทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการต้องร่วมรับผิดด้วย แต่คดีในส่วนของจำเลยที่ 7 ขาดอายุความ จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ผู้เดียวรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 2,530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งเจ็ด มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย

โจทก์ฎีกา มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 7 ทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อนี้ โจทก์มีนายสุพจน์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ดำเนินคดีแทน เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 7 ทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 มีจำเลยที่ 7 เบิกความว่า จำเลยที่ 7 มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ พิจารณาคำเบิกความของนายสุพจน์และจำเลยที่ 7 ประกอบกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในเบื้องต้นดังกล่าว เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทในเครือของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) โจทก์ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์และไม่ได้เป็นลูกหนี้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)และจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ลูกหนี้ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา

จำกัด (มหาชน) ที่เกี่ยวกับคดีนี้มีสองคนคือนายวิชัย ไชยวงค์ และนางวนิดา ไชยวงค์ สามีภริยา ซึ่งนางวนิดา ไชยวงค์ มิใช่โจทก์ แม้ชื่อลูกหนี้ของธนาคารคือนางวนิดา เหมือนกันกับชื่อโจทก์ แต่ชื่อสกุลไม่เหมือนกันโดยชื่อสกุลลูกหนี้ของธนาคารคือ ไชยวงค์ ส่วนชื่อสกุลโจทก์คือ ไชยวงศ์ กรณีจึงมิใช่ทั้งชื่อและชื่อสกุลเหมือนกันหรือพ้องกันดังที่ฝ่ายจำเลยอ้างและศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยและยิ่งเมื่อได้พิจารณาจากหลักฐานเดิมคือ สัญญากู้ยืมเงิน สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันที่ลูกหนี้ทั้งสองคนของธนาคารทำกับธนาคารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2538 ก็ระบุชื่อและชื่อสกุลลูกหนี้ของธนาคารว่า นายวิชัย ไชยวงค์ และ

นางวนิดา ไชยวงค์ ถูกต้อง ต่อมาปี 2540 ธนาคารฟ้องลูกหนี้สองคนนี้ก็ได้แนบหลักฐานดังกล่าวมาท้ายฟ้อง แต่ในคำฟ้องระบุชื่อสกุลของลูกหนี้ของธนาคารทั้งสองคนว่า ไชยวงศ์ ซึ่งไม่ถูกต้อง ความไม่ถูกต้องของชื่อสกุลจึงเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นยื่นคำฟ้องคดีแพ่งครั้งนั้นแล้ว อันเป็นความรับผิดชอบของทางฝ่ายธนาคาร ต่อมาเมื่อมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมในปีเดียวกัน ก็ระบุชื่อสกุลว่า ไชยวงศ์ ซึ่งก็ไม่ถูกต้องและก็ต้องถือว่าเป็นความรับผิดชอบของทางฝ่ายธนาคาร ธนาคาร หาอาจปฏิเสธได้ไม่ ต่อมาปี 2547 จำเลยที่ 1 รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อลูกหนี้ทั้งสองความรับผิดชอบของธนาคารดังกล่าวก็ย่อมโอนมายังจำเลยที่ 1 ด้วย

จำเลยที่ 1 จะปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน ปี 2548 ทางจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการสืบหาทรัพย์สินของนายวิชัยและนางวนิดาแล้วทำรายงานไว้ในสำนวนคดีของจำเลยที่ 1 ตามรายงานผลการดำเนินการสืบทรัพย์ของลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน (วันที่ 13 กรกฎาคม 2548) ซึ่งในช่องลูกหนี้-ผู้ค้ำประกัน ระบุว่า นายวิชัย ไชยวงค์หรือไชยวงศ์ นางวนิดาหรือพรปวีณ์ ไชยวงค์ หรือไชยวงศ์หรือจอมใจ (ผู้กู้ร่วม) ในช่องผลการดำเนินการ ระบุว่า ตรวจสอบกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดินในเขตจังหวัดเชียงใหม่ 13 สาขา ไม่พบนายวิชัย ไชยวงค์หรือไชยวงศ์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ไม่พบนางวนิดาหรือพรปวีณ์ ไชยวงค์หรือไชยวงศ์หรือจอมใจ ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ตามรายงานนี้อย่างน้อยแสดงว่า

ชื่อสกุลของลูกหนี้ที่ธนาคารระบุในคำฟ้องคดีแพ่งเมื่อปี 2540 ว่า ไชยวงศ์ แล้ว ยังมีชื่อสกุล ไชยวงค์ อีกด้วย กับทั้งยังมีชื่อพรปวีณ์และชื่อสกุล จอมใจ อีกด้วย เมื่อได้ความว่ารายงานนี้อยู่ในสำนวนคดีของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 7 ฟ้องคดีล้มละลาย เช่นนี้ จำเลยที่ 7 ทนายความ ควรมีความรอบคอบและระมัดระวังในการขอคัดข้อมูลประวัติบุคคลจากทางราชการเพื่อนำไปเป็นหลักฐานการฟ้องคดีล้มละลายซึ่งเป็นคดีที่มีความสำคัญ ควรต้องขอคัดชื่อทั้งวนิดาและพรปวีณ์ ชื่อสกุลทั้งไชยวงค์ ไชยวงศ์และจอมใจ ซึ่งหากขอคัดดังกล่าวต้องรู้ว่าลูกหนี้ที่แท้จริงมิใช่โจทก์อย่างมิต้องสงสัย แต่ปรากฏว่า จำเลยที่ 7 ไปขอคัดมาเฉพาะชื่อและสกุลว่า

นางวนิดา ไชยวงศ์ ซึ่งมิใช่ชื่อสกุลของลูกหนี้ธนาคารแต่เป็นชื่อสกุลของโจทก์เท่านั้น เพราะนางวนิดาที่เป็นลูกหนี้ธนาคารไม่มีชื่อสกุล ไชยวงศ์ แต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 7 ใช้แบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรที่ไปขอคัดมาฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง เป็นกรณีที่จำเลยที่ 7 ไม่มีความรอบคอบและระมัดระวังตามสมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ทนายความ นับเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ครั้นเมื่อจำเลยที่ 7 รู้ดีอยู่ในภายหลังว่าฟ้องลูกหนี้ธนาคารผิดไปเป็นฟ้องโจทก์ แทนที่จำเลยที่ 7 จะดำเนินการถอนคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องโจทก์เพื่อลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลยอันจะทำให้คำฟ้องในส่วนที่ฟ้องโจทก์เสร็จสิ้นไป แต่จำเลยที่ 7 กลับใช้วิธีแก้ไขคำฟ้องโดยขอแก้ไขชื่อ

ชื่อสกุล เลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ ซึ่งไม่อาจทำได้ และผลก็ไม่เหมือนกับการถอนคำฟ้อง ทั้งชื่อของลูกหนี้และชื่อสกุลที่แก้ไขคำฟ้อง ก็เป็นชื่อและชื่อสกุลของโจทก์รวมอยู่ด้วย ทั้งที่ชื่อสกุล ไชยวงศ์ มิใช่ชื่อสกุลของลูกหนี้ธนาคารแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 7 ในส่วนนี้นับว่าเป็นการทำโดยผิดกฎหมาย ที่จำเลยที่ 7 ให้การและเบิกความว่า จำเลยที่ 7 ใช้ข้อมูลซึ่งเป็นคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งมาฟ้องคดีล้มละลาย เมื่อโจทก์ขอให้ตรวจสอบ จำเลยที่ 7 ก็ตรวจสอบทันที เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นคนละคนกันก็ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตและให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่ลูกหนี้ที่แท้จริง จากนั้นได้มอบสำนวนให้ทนายความสำนักงานข้างนอกตามนโยบายของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 7 ก็ได้แจ้งทนายความสำนักงานข้างนอกด้วยแล้วว่าลูกหนี้ได้เปลี่ยนชื่อและชื่อสกุลและเป็นคนละคนกับโจทก์แล้วก็ดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า

ลูกหนี้ที่ 2 มีชื่อและชื่อสกุลเช่นเดียวกันกับโจทก์ไม่มีเหตุที่จะทำให้จำเลยที่ 7 สงสัยว่าชื่อและชื่อสกุลที่จำเลยที่ 7 ตรวจสอบก่อนฟ้องล้มละลายมิใช่ลูกหนี้ที่แท้จริง ทั้ง ๆ ที่ชื่อสกุลไม่ได้เป็นเช่นเดียวกันกับโจทก์ก็ดี ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยที่ 7 อุทธรณ์และแก้ฎีกาทำนองว่า เป็นความผิดของทางศาลด้วยที่คำพิพากษาตามยอมระบุชื่อสกุล ไชยวงศ์ และอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องนั้น เมื่อความไม่ถูกต้องของชื่อสกุลเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นยื่นคำฟ้องคดีแพ่งครั้งนั้นอันเป็นความรับผิดชอบของทางฝ่ายธนาคาร จนกระทั่งมาถึงจำเลยที่ 7 ที่ก่อนฟ้องคดีล้มละลายไม่ได้ตรวจสอบให้ดีอันเป็นประมาทเลินเล่อ และขอแก้ไขคำฟ้องอันเป็นการทำโดยผิดกฎหมายเช่นนี้

จะกล่าวอ้างว่าเป็นความผิดของทางศาลด้วย เพื่อให้ตนพ้นความรับผิดต่อโจทก์หาได้ไม่ จำเลยที่ 7 จึงทำละเมิดต่อโจทก์ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 7 มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งในฐานะนายจ้าง ในฐานะผู้รับมอบอำนาจและในฐานะส่วนตัวด้วย กล่าวคือ ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 4 และที่ 7 ที่เบิกความว่า รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ด้วย ดังนั้นการที่จำเลยที่ 4 และที่ 7 ลงชื่อในเอกสารต่าง

ๆ มิใช่เพียงลงชื่อเป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 เพียงอย่างเดียว ต้องถือว่าลงชื่อในฐานะลูกจ้างด้วย ทั้งจำเลยที่ 4 ก็เบิกความอยู่ว่า จำเลยอื่น ๆ (ผู้มอบอำนาจ) ยังมีหน้าที่ติดตามดูแลหรือมีอำนาจควบคุมดูแลและติดตามความคืบหน้าของงานคดีด้วย นอกจากนี้ข้อความในหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 มีอำนาจดำเนินคดี ให้มีอำนาจมอบอำนาจให้ตัวแทนช่วงทำการที่ได้รับมอบอำนาจได้ การใดที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปตามข้อความในหนังสือมอบอำนาจ จำเลยที่ 1 ยืนยันรับผูกพันเสมือนได้กระทำด้วยตนเอง ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ และเมื่อจำเลยที่ 4 มอบอำนาจช่วงให้จำเลยที่ 5 ดำเนินคดีก็ระบุข้อความไว้ด้วยว่า

การใด ๆ ที่ผู้รับมอบอำนาจช่วงได้กระทำภายใต้หนังสือมอบอำนาจช่วงฉบับนี้ ให้มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 เสมือนว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการด้วยตนเองทุกประการ เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจากผู้รับมอบอำนาจทำละเมิดต่อโจทก์ ผู้รับมอบอำนาจก็ต้องร่วมรับผิดด้วยนั้นเห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ที่ยกขึ้นกล่าวข้างต้น เป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 รับผิดทั้งในฐานะนายจ้าง ในฐานะผู้รับมอบอำนาจ และในฐานะผู้ทำละเมิดอันต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวด้วย จริงดังที่โจทก์ฎีกา ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 มีจำเลยที่ 7 เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 4 มีจำเลยที่ 4 เบิกความเป็นพยาน และจำเลยที่ 5 มีจำเลยที่ 5 เบิกความเป็นพยาน

จำเลยที่ 7 เบิกความในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทในเครือของธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 7 ได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความมาตั้งแต่ปี 2537 เพิ่งประกอบอาชีพทนายความเมื่อประมาณ 5 ถึง 6 ปี ที่ผ่านมา (เบิกความวันที่ 25 มกราคม 2554) จำเลยที่ 7 เป็นพนักงานของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) แต่ได้รับมอบหมายให้ทำงานให้จำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 มีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ตามหนังสือรับรองและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น จำเลยที่ 7 ได้รับเงินเดือนจากธนาคารดังกล่าว ไม่ได้รับค่าจ้างว่าความจากจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 เบิกความว่า ประมาณปี 2550 ถึง 2552 จำเลยที่ 4 ทำงานอยู่ที่ธนาคารดังกล่าว

ตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบริหารงานคดี มีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานของธนาคารและทนายความที่ว่าจ้างให้ดำเนินคดี จำเลยที่ 4 ได้รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 1 กับเบิกความด้วยว่า จำเลยที่ 7 เป็นทนายความได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 5 เบิกความว่า จำเลยที่ 5 มีอาชีพรับจ้างและเป็นทนายความด้วย ในส่วนที่เกี่ยวกับอาชีพทนายความได้ทำงานอยู่ที่บริษัทไพร์มแอสโซซิเอท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับจ้างดำเนินคดีล้มละลายให้จำเลยที่ 1 นอกจากจำเลยที่ 5 เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงจากจำเลยที่ 4 แล้ว ยังได้รับมอบหมายจากบริษัทดังกล่าวให้ดำเนินคดีล้มละลายที่มีปัญหามาถึงคดีนี้ ดังนี้ ตามฟ้องและคำเบิกความดังกล่าวมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ด้วย

จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะนายจ้างหรือตัวแทนด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำการในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 และตามพฤติการณ์ไม่ถนัดที่จะให้รับฟังว่าทำละเมิดด้วย จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 4 และที่ 6 ตามพฤติการณ์ก็ไม่ถนัดที่จะให้รับฟังว่าทำละเมิดไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวเช่นกัน สำหรับจำเลยที่ 5 มีข้อพิจารณาว่า จำเลยที่ 5 ทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ได้ความว่า แม้จำเลยที่ 5 เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงมาจากจำเลยที่ 4 ด้วย แต่การกระทำของจำเลยที่ 5 เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทนายความที่รับสำนวนต่อมาจากจำเลยที่ 7 ซึ่งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 7 ทนายความ ฟ้องคดีล้มละลายและขอแก้ไขคำฟ้อง ซึ่งศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้อง และให้เลื่อนไปนัดนั่งพิจารณาในวันที่ 16 มกราคม 2552 ไว้แล้ว

จำเลยที่ 5 จึงได้รับสำนวนมา โดยจำเลยที่ 5 ได้รับสำนวนมาเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552 หน้าที่สำคัญของจำเลยที่ 5 คือไปสืบพยานเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ในวันที่ 16 มกราคม 2552 ซึ่งจำเลยที่ 5 ก็มาศาล ในการสืบพยานจำเลยที่ 5 อ้างตนเองเป็นพยาน ส่งบันทึกถ้อยคำ ยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของตนแทนการซักถาม และอ้างส่งเอกสารในคดีล้มละลาย 15 ฉบับ แล้วแถลงหมดพยาน เอกสาร 15 ฉบับ นั้น สั่งให้รวมไว้ในสำนวนคดีล้มละลาย ตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็น มีข้อความด้วยว่าลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลธรรมดา มีภูมิลำเนาปรากฏตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร ซึ่งเอกสารนี้มีข้อพิจารณาว่าเป็นแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรฉบับใด ในระหว่างฉบับของโจทก์กับฉบับของนางพรปวีณ์

ลูกหนี้ที่ 2 ของคดีล้มละลาย ทั้งนี้เนื่องจากภายหลังเอกสารได้สูญหายไปจากสำนวนคดีล้มละลาย พิจารณาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ที่ว่า ขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้ลูกหนี้ที่ 2 อีกครั้ง ณ ภูมิลำเนาของลูกหนี้ที่ 2 ที่แก้ไขใหม่ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ได้แนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ของลูกหนี้ที่ 2 มาด้วยแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีที่หลังจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้อง ทางศาลยังคงพิมพ์หมายเรียกและหมายนัดถึงโจทก์และระบุที่อยู่ของโจทก์กับส่งไปยังที่อยู่ของโจทก์และเอกสารสูญหายไปจากสำนวนคดีล้มละลายแล้ว น่าเชื่อว่าแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร ที่จำเลยที่ 5 อ้างส่งนั้นเป็นฉบับของนางพรปวีณ์ มิใช่ฉบับของโจทก์

เมื่อการที่ศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้จำเลยที่ 1 แก้ไขคำฟ้องตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 5 รับสำนวนมา น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 5 เข้าใจโดยสุจริตว่า เมื่อศาลอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้อง การแก้ไขคำฟ้องก็เป็นอันชอบด้วยกฎหมาย การนำสืบพยานโดยจำเลยที่ 5 ที่กล่าวถึงลูกหนี้ที่ 2 ด้วยการส่งแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของนางพรปวีณ์ จึงเป็นการนำสืบถึงนางพรปวีณ์ ที่ศาลอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องแล้ว มิใช่นำสืบว่าลูกหนี้ที่ 2 คือ โจทก์ ดังนั้น การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด น่าจะเกิดจากความผิดหลงที่ไปพิจารณาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของโจทก์ ซึ่งไม่ถูกต้อง เป็นการไม่ถูกต้องในการพิจารณาคดีหรือพิจารณาพยานหลักฐานอันสืบเนื่องมาจากที่ระบุชื่อสกุลในฟ้องคดีแพ่งเมื่อปี 2540 ผิดพลาด และมาจากกรณีที่จำเลยที่ 7 ฟ้องโจทก์แต่ไม่ถอนฟ้องทั้งที่รู้ว่าฟ้องผิดไปเป็นคนละคนกลับใช้วิธีแก้ไขคำฟ้องดังกล่าว จึงยังไม่ถนัดที่จะให้รับฟังว่าจำเลยที่ 5 ประมาทเลินเล่อ

จำเลยที่ 5 จึงมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความ หรือไม่ และคำให้การของจำเลยที่ 7 ในส่วนที่ให้การว่าคดีขาดอายุความแล้วเป็นคำให้การที่ชัดแจ้งหรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยที่ 1 ให้การว่า เหตุที่โจทก์ฟ้องคดีนี้มีสาเหตุมาจากจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นคดีล้มละลาย ซึ่งฟ้องเป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 มีการแจ้งและการส่งหมายนัดแก่โจทก์หลายครั้ง ตลอดทั้งได้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาล เช่น การเบิกความ การแสดงหลักฐานที่โจทก์อ้างว่าได้นำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2552 ซึ่งโจทก์ล้วนได้รับทราบถึงวันนัดพิจารณาแล้ว จนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้คือวันที่ 9 มีนาคม 2553 เป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี

การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดในมูลความผิดละเมิดตามฟ้องจึงขาดอายุความ ส่วนจำเลยที่ 7 ให้การในประเด็นอายุความลอย ๆ เพียงว่า คดีขาดอายุความแล้วศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นคดีอาญาด้วย ฟ้องของโจทก์คดีนี้สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา มีอายุความ 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 6 และที่ 7 มิได้ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาด้วย จึงมีอายุความ 1 ปี โจทก์ทราบว่าโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องเป็นคดีล้มละลาย โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 ถึงจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบข้อมูลตามสำเนาหนังสือ วันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

นับถึงวันฟ้องคดีนี้ แต่ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ยังไม่ขาดอายุความ 10 ปี ส่วนคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 และที่ 7 ขาดอายุความ 1 ปี แล้ว โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 7 ไม่ขาดอายุความ เพราะในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 โจทก์ยังไม่ได้ตรวจสอบถึงตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์จึงยังรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ครบถ้วน โดยจำเลยที่ 7 แจ้งว่าจะแก้ไขให้ ต่อเมื่อโจทก์ทราบว่าโจทก์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์จึงตรวจสอบเพื่อฟ้องคดี จึงเพิ่งรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และสามารถนำอายุความ 10 ปี มาใช้กับจำเลยที่ 6 และที่ 7 ได้ด้วย ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 และที่ 7 จึงไม่ขาดอายุความ

ส่วนจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยที่ 7 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และเมื่อศาลวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 7 ขาดอายุความ ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการย่อมขาดอายุความด้วย ซึ่งปัญหาเรื่องอายุความศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว ไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยใหม่

ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีจำเลยหลายคนถูกฟ้องต่างคนต่างยื่นคำให้การ ตามปกติศาลก็ต้องพิจารณาคำให้การของจำเลยแต่ละคนเป็นหลัก ในการยื่นคำให้การว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ จำเล

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป ดุลพินิจธรรมา · ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์ · โสภณ บางยี่ขัน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายภาคภูมิ ปิยะตระภูมิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.686/2558
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ292/2553
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ236/2554
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้