Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 942/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ระหว่างพิจารณาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลพิพากษาตามยอม ซึ่งตามสัญญามีเงื่อนไขว่า โจทก์ยอมให้จำเลยใช้ที่ดินของโจทก์ปลูกกล้วยไม้และพืชล้มลุกอายุไม่เกิน 6 ปีมีกำหนด 6 ปี แต่ต้องไม่ทำให้สภาพเนื้อที่ดินของโจทก์ได้รับอันตราย ครบกำหนดแล้วจำเลยจะขนย้ายสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ออกไปถ้าจำเลยผิดสัญญาก็ให้บังคับคดีได้ทันทีนั้น. การที่จำเลยนำลูกรังไปลงทำเป็นถนนในที่พิพาทมีความกว้างประมาณ 3.50เมตร ยาวประมาณ 120 เมตร และเกลื่อนร่องสวนของโจทก์ลงกว้างประมาณ 80 เมตร ย่อมเป็นที่เห็นได้ชัดแจ้งว่าทำให้สภาพเนื้อที่ดินของโจทก์ได้รับอันตรายคือเปลี่ยนสภาพไปจากที่ดินเดิมจำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไปได้.(ที่มา-ส่งเสริม)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

มูลกรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินตามโฉนดของโจทก์ ระหว่างการพิจารณาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลพิพากษาตามยอมซึ่งเนื้อหาตามสัญญาลงวันที่ 11 มกราคม2526 โจทก์มอบให้จำเลยใช้ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 909 ตำบลสามพรานอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ปลูกกล้วยไม้และพืชล้มลุกมีอายุไม่เกิน6 ปี โดยต้องไม่ทำให้สภาพเนื้อที่ดินได้รับอันตรายเป็นเวลา 6 ปีนับแต่วันทำสัญญายอม และจำเลยยอมชำระค่าใช้ที่ดิน (ซึ่งหมายถึงค่าเช่า) ให้ปีละ 4,500 บาท แล้วจำเลยจะขนย้ายสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆออกไปจากที่ดินของโจทก์ทันที พร้อมกับส่งมอบคืนในสภาพเรียบร้อยถ้าจำเลยผิดสัญญาก็ให้บังคับคดีได้ทันที ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความโดยนำหินลูกรังมาใส่ในที่ดินสวนที่โจทก์ให้เช่า

มีความกว้างประมาณ 3.50 เมตร ยาวประมาณ 120 เมตรและโค่นต้นมะพร้าว 2 ต้น ทั้งยังเกลื่อนร่องสวนที่ดินของโจทก์ลงกว้างประมาณ 2 เมตร ยาวประมาณ 80 เมตร ขอให้บังคับจำเลยและบริวารตามคำพิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นสั่งนัดสอบถาม เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน2526 จำเลยแถลงปฏิเสธว่าไม่ได้ตัดต้นมะพร้าว ส่วนที่เกลื่อนร่องสวนลงมาก็เป็นวิธีการธรรมดาเพื่อปลูกกล้วยไม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนที่จำเลยทำถนนขึ้นมาก็เพื่อใช้เข้าไปกลับรถในที่ดินของจำเลยที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์เท่านั้น อยู่ในขอบข่ายของสัญญาประนีประนอมยอมความศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว ฟังว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันไว้ มีคำสั่งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินทั้งบริวารและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ภายใน 30 วัน

มิฉะนั้นให้บังคับคดีต่อไปจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เว้นแต่วิธีบังคับให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ, 296 ตรี,296 จัตวา และ 296 เบญจ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 500 บาทแทนโจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประเด็นที่จะวินิจฉัยมีว่า จำเลยประพฤติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความดังคำร้องขอให้บังคับคดีของโจทก์หรือไม่ตามสัญญาข้อ 1 มีเงื่อนไขว่าโจทก์ยอมให้จำเลยใช้ที่ดินของโจทก์ปลูกกล้วยไม้และพืชล้มลุกอายุไม่เกิน 6 ปี มีกำหนด 6 ปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่ทำให้สภาพเนื้อที่ดินของโจทก์ได้รับอันตราย ในวันนัดสอบถามตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 7 มิถุนายน 2526 จำเลยก็แถลงรับแล้วว่าได้นำลูกรังไปลง เพื่อประโยชน์ให้บริษัทต่าง ๆ ที่มารับกล้วยไม้จากในที่ดินพิพาทเอาออกไปจำหน่ายได้สะดวกขึ้น และเพื่อใช้เข้าไปกลับรถในที่ดินของจำเลยที่อยู่ติดกับที่ดินโจทก์ อันเป็นการยอมรับแล้วว่าถนนลูกรังที่จำเลยทำขึ้นอยู่ในที่ดินของโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่าที่สวนที่เป็นถนนเป็นทางสาธารณะมาก่อนนั้น ไม่มีประเด็นที่ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวการที่จำเลยเอาดินลูกรังมาลงทำเป็นถนนในที่ดินของโจทก์ที่จำเลยเช่าก็เพื่อความสะดวกและเพื่อผลประโยชน์ของจำเลย ย่อมเป็นที่เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าทำให้สภาพเนื้อที่ดินของโจทก์ได้รับอันตรายคือเปลี่ยนสภาพไปจากที่ดินเดิม จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันไว้ โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับตามคำพิพากษาต่อไปได้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชวลิต นราลัย · อภินย์ ปุษปาคม · เสียง ตรีวิมล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9743/2558

ในขณะที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน นายทะเบียนมีคำสั่งให้จำเลยหยุดรับประกันวินาศภัยและมีประกาศห้ามจำเลยจำหน่ายทรัพย์สินซึ่งคำสั่งและประกาศดังกล่าวออกโดย พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 มาต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8240/2549

ตาม พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ พ.ศ.2496 มาตรา 11 และมาตรา 12 กำหนดให้รายได้ที่จำเลยต้องนำส่งเป็นรายได้ของรัฐ คือ รายได้จากการดำเนินกิจการที่จำเลยได้รับมาแล้ว และเหลือจากหักค่าใช้จ่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 747/2544

คำว่า มัดจำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377มีความหมายว่าจะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้แก่กันเมื่อเข้าทำสัญญาซึ่งอาจจะเป็นเงินหรือสิ่งมีค่าอื่นซึ่งมีค่าในตัวเอง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8429/2538

การขอใบสำคัญเพื่อแสดงว่าคำพิพากษาในคดีใดได้ถึงที่สุดแล้วต้องเป็นกรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วโดยไม่มีการ อุทธรณ์หรือฎีกากันอีกทั้งคดี แม้โจทก์จำเลยจะมิได้โต้แย้ง คัดค้านคำพิพากษาในส่วนที่ให้เพิกถอนสัญญาขายท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8368/2538

จำเลยนอกจากจะให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์หลอกลวงให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้กรอกข้อความ จำเลยยังได้ให้การอีกว่า ในขณะที่จ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้