Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9479/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 24 วรรคสอง บัญญัติว่า "นายจ้างจะเลิกจ้าง ลดค่าจ้างหรือตัดค่าจ้างกรรมการกิจการสัมพันธ์ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน เว้นแต่..." มาตรา 34 บัญญัติว่า "เมื่อได้มีการยื่นข้อเรียกร้อง... ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง... ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ หรืออนุกรรมการซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่..." และมาตรา 35 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้นายจ้าง (1) เลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้ลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ลูกจ้างได้ดำเนินการขอจัดตั้งสหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน หรือเข้าเป็นสมาชิก หรือเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน..." มีความหมายเพียงว่า นายจ้างไม่อาจเลิกจ้างหรือลงโทษลูกจ้างที่เป็นกรรมการกิจการสัมพันธ์หากไม่ได้รับการอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน และไม่อาจเลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ ให้ลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานอยู่ได้เพราะเกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาต่อรองหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสหภาพแรงงาน บทบัญญัตินี้ไม่ได้คุ้มครองถึงกระบวนการก่อนการเลิกจ้างหรือก่อนการลงโทษลูกจ้างเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะขอให้ศาลแรงงานลงโทษลูกจ้างที่เป็นกรรมการกิจการสัมพันธ์ หรือลงโทษลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาต่อรองหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสหภาพแรงงาน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้างแล้วแต่กรณีไป มิฉะนั้นนายจ้างย่อมไม่อาจริเริ่มกระบวนการหาข้อเท็จจริงที่ลูกจ้างที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวซึ่งถูกกล่าวหาว่าได้กระทำผิดวินัยตามระเบียบข้อบังคับได้ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ออกจากงานโดยปฏิบัติตามขั้นตอนการสอบสวน เปิดโอกาสให้โจทก์ชี้แจงแล้วพบว่าโจทก์กระทำความผิดอย่างร้ายแรงในการทุจริตต่อหน้าที่เป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยเหตุผลและกฎหมาย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์เกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาต่อรองหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสหภาพแรงงาน จึงมิใช่เป็นการประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลให้โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพราะโจทก์ดำรงตำแหน่งดังกล่าวดังที่โจทก์อุทธรณ์ การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัตินี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิม จ่ายค่าจ้างตามอัตราเดิมและปรับค่าจ้างตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ ค.53/2550 หากไม่รับกลับเข้าทำงานให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินโบนัส 551,500 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 183,790 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดตามประเพณี 274,499 บาท ค่าชดเชย 334,800 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 35,712 บาท เงินทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนที่จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายสมทบ 581,448 บาท ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ เสียสุขภาพ และขาดรายได้ 5,814,400 บาท ค่าเสียหายจากการขาดสิทธิประโยชน์ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง สัญญาจ้างและสวัสดิการที่เคยได้รับจนถึงวันเกษียณ 50,000,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินโบนัส 66,960 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 22,320 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 และร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินโบนัส 484,540 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 161,470 บาท และเงินที่เรียกร้องอื่นขอคิดนับแต่วันที่ 22 มกราคม 2552 ส่วนค่าเสียหายขอคิดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเสียหาย 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยที่ 53/2553 ว่า คดีตามฟ้องแย้งในส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ส่วนคดีตามฟ้องแย้งในส่วนที่จำเลยที่ 2 ขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายนั้นอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ จำเลยที่ 2 มีคำสั่งที่ 441/2535 เรื่อง หลักเกณฑ์ในการสรรหาและโยกย้ายพนักงานขับรถซึ่งต้องพิจารณาจากรหัสพนักงานขับรถก่อนและความอาวุโสของพนักงานขับรถ และระเบียบพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัด พ.ศ.2532 วันที่ 7 ธันวาคม 2521 จำเลยที่ 2 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายทำหน้าที่หัวหน้างานรับ-ส่งพัสดุภัณฑ์ ระดับ 7 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 33,480 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และสิ้นเดือน วันที่ 22 ธันวาคม 2548 พนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 สังกัดกองการเดินรถภาคเหนือทำหนังสือร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์และนายประดิยุทธ์

ขณะโจทก์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายควบคุมและบริหารต้นทุนการเดินรถ 2 และ 3 มีหน้าที่ในการพิจารณาและจัดทำบัญชีโยกย้ายตำแหน่งพนักงานขับรถ จำเลยที่ 2 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง แล้วพบว่าโจทก์และนายประดิยุทธ์มีการกระทำเข้าข่ายเป็นความผิดวินัยโดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของจำเลยทั้งสอง และทุจริตต่อหน้าที่ตามรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริง วันที่ 29 กันยายน 2549 จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 มีคำสั่งที่ ข.153/2549 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัยแก่โจทก์และนายประดิยุทธ์ วันที่ 22 มกราคม 2552 จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ออกคำสั่งที่ ก.41/2552 เรื่อง ให้โจทก์ออกจากงาน โดยระงับโทษตัดค่าจ้างไว้

เนื่องจากโจทก์โยกย้ายพนักงานขับรถมาตรฐาน 2-3 ไปปฏิบัติหน้าที่พนักงานขับรถมาตรฐาน 1-4 ภาคการเดินรถที่ 1 ไม่เป็นไปตามคำสั่งจำเลยที่ 2 ที่ 441/2535 การคัดเลือกโยกย้ายไม่เป็นไปตามอาวุโสรหัสพนักงานตามธรรมเนียมปฏิบัติ หากพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ต้องการขับรถโดยสารคันใหม่จะต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์โดยตรงและผ่านนายสุวิทย์ พฤติกรรมการโยกย้ายพนักงานขับรถของโจทก์ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่แสวงผลประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ทำให้มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการในองค์กรของจำเลยที่ 2 อย่างร้ายแรง และไม่ใส่ใจต่อความเดือดร้อนของพนักงานขับรถซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีสถานะความเป็นอยู่ทางสังคมและเศรษฐกิจด้อยกว่าโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า

ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ไม่เคลือบคลุม เมื่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยมีความเห็นโดยเสียงข้างมากให้ยกข้อกล่าวหาว่าโจทก์เรียกรับผลประโยชน์รวมทั้งการจัดเก็บเงินประจำเดือน จึงไม่ต้องวินิจฉัยข้อกล่าวหานี้ จำเลยที่ 2 ให้โจทก์ออกจากงานโดยปฏิบัติตามขั้นตอนการสอบสวน เปิดโอกาสให้โจทก์ชี้แจงแล้วพบว่าโจทก์กระทำความผิดอย่างร้ายแรงในการทุจริตต่อหน้าที่ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยเหตุผลและกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์กับค่าเสียหายจากการขาดสิทธิประโยชน์ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

สัญญาจ้างสวัสดิการที่เคยได้รับจนถึงวันเกษียณ ที่ถือเป็นค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ตามฟ้อง เมื่อโจทก์ถูกให้ออกย่อมไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัส 66,960 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 22,320 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดตามประเพณี 274,499 บาท และเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนที่จำเลยที่ 2 สมทบให้จำนวน 581,448 บาท เพราะเป็นค่าเสียหายในอนาคต คำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ให้โจทก์ออกจากงานเป็นคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ การที่โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง โดยใช้กระบวนยุติธรรมในการดำเนินการต่อสู้ในระบบกฎหมาย ไม่ได้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่ได้ทำให้จำเลยที่ 2 เสียภาพพจน์และชื่อเสียงขององค์กร โจทก์ไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ตามฟ้องแย้ง

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัยเสนอความเห็นตัดค่าจ้างโจทก์ร้อยละ 10 ในกรณีโจทก์โยกย้ายพนักงานขับรถไม่เป็นธรรมและไม่พบพยานหลักฐานว่าโจทก์กระทำผิดในกรณีจัดพนักงานขับรถขึ้นปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นธรรม จึงไม่ใช่ความผิดร้ายแรง คำเบิกความของพยานโจทก์และจำเลยยืนยันว่าไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันความผิดของโจทก์ จึงยังไม่สามารถชี้ชัดว่าโจทก์เป็นผู้กระทำความผิดในกรณีนี้ ไม่มีพยานมาเบิกความยืนยันว่าพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ส่งมอบเงินให้แก่โจทก์ชัดแจ้ง พยานที่มาเบิกความต่อศาลแรงงานกลางอ้างว่าได้ส่งมอบเงินแก่โจทก์เป็นเพียงพยานบอกเล่า การพิจารณาโยกย้ายพนักงานขับรถไม่ถูกบังคับว่าต้องจัดลำดับให้เป็นไปตามอาวุโส

โจทก์ไม่มีอำนาจเด็ดขาดในการโยกย้ายพนักงานขับรถ จึงไม่มีเหตุที่จะเรียกร้องเอาเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชาก็ดี การออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์และให้ตัดค่าจ้างโจทก์ร้อยละ 10 เป็นเวลา 3 เดือน ในกรณีโยกย้ายพนักงานขับรถโดยไม่เป็นธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ดี จำเลยที่ 2 ใช้เวลาในการพิจารณาโทษของโจทก์อย่างยาวนานเป็นการให้อภัยแก่โจทก์ก็ดี เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงในชั้นคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัยและคำเบิกความของพยานเพียงบางส่วนเพื่อโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่า จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ออกคำสั่งที่ ก.41/2552 ให้โจทก์ออกจากงานโดยระงับโทษตัดค่าจ้างไว้ เพราะโจทก์โยกย้ายพนักงานขับรถไม่เป็นไปตามอาวุโสรหัสพนักงานตามธรรมเนียมปฏิบัติ

หากพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ต้องการขับรถโดยสารคันใหม่จะต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์โดยตรงและผ่านนายสุวิทย์ พฤติกรรมการโยกย้ายพนักงานขับรถของโจทก์ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่แสวงผลประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า คำสั่งเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีฐานะเป็นคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ เป็นกรรมการและสมาชิกสหภาพแรงงานบริษัทขนส่ง จำกัด โดยเป็นผู้แทนเจรจาข้อเรียกร้องในขณะที่จำเลยที่ 1 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์

แม้การเลิกจ้างจะเกิดขึ้นภายหลังโจทก์พ้นตำแหน่งดังกล่าวแล้ว แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผล ในการทำให้โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ด้วยการสอบสวนเพื่อลงโทษจนถึงขั้นเลิกจ้าง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 24 วรรคสอง บัญญัติว่า "นายจ้างจะเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง หรือตัดค่าจ้าง กรรมการกิจการสัมพันธ์ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน เว้นแต่..." มาตรา 34 บัญญัติว่า "เมื่อได้มีการยื่นข้อเรียกร้อง... ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง ...ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ หรืออนุกรรมการซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่..." และมาตรา 35 บัญญัติว่า

"ห้ามมิให้นายจ้าง (1) เลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้ลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ลูกจ้างได้ดำเนินการขอจัดตั้งสหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน หรือเข้าเป็นสมาชิก หรือเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน..." มีความหมายเพียงว่า นายจ้างไม่อาจเลิกจ้างหรือลงโทษลูกจ้างที่เป็นกรรมการกิจการสัมพันธ์หากไม่ได้รับการอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน และไม่อาจเลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ ให้ลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานอยู่ได้เพราะเกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาต่อรองหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสหภาพแรงงาน บทบัญญัตินี้ไม่ได้คุ้มครองถึงกระบวนการก่อนการเลิกจ้างหรือก่อนการลงโทษลูกจ้างเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะขอให้ศาลแรงงานลงโทษลูกจ้างที่เป็นกรรมการกิจการสัมพันธ์ หรือลงโทษลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาต่อรองหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสหภาพแรงงาน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้างแล้วแต่กรณีไป

มิฉะนั้นนายจ้างย่อมไม่อาจริเริ่มกระบวนการหาข้อเท็จจริงที่ลูกจ้างที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวซึ่งถูกกล่าวหาว่าได้กระทำผิดวินัยตามระเบียบข้อบังคับได้ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ให้โจทก์ออกจากงานโดยปฏิบัติตามขั้นตอนการสอบสวน เปิดโอกาสให้โจทก์ชี้แจงแล้วพบว่าโจทก์กระทำความผิดอย่างร้ายแรงในการทุจริตต่อหน้าที่เป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยเหตุผลและกฎหมาย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์เกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาต่อรองหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสหภาพแรงงาน จึงมิใช่เป็นการประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลให้โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพราะโจทก์ดำรงตำแหน่งดังกล่าวดังที่โจทก์อุทธรณ์

การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัตินี้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อแรกที่ว่า โจทก์ต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายตามฟ้องแย้งหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า คำสั่งให้โจทก์ออกจากงานไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง ฟ้องแย้งบรรยายชัดแจ้งว่าตำแหน่งของโจทก์มีผู้ใต้บังคับบัญชากว่า 300 คน และเป็นหน่วยงานหลักที่ก่อให้เกิดรายได้แก่จำเลยที่ 2 หากผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากโจทก์อาจเกิดปัญหารุนแรงถึงขั้นนัดหยุดงานซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 รวมทั้งภาพพจน์ขององค์กร เมื่อโจทก์แสวงหาผลประโยชน์โดยทุจริตจากการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่มีตำแหน่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานบริษัทขนส่ง

จำกัด และกรรมการกิจการสัมพันธ์ จึงต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 แต่ศาลแรงงานกลางไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ให้ เห็นว่า ตามฟ้องแย้งบรรยายถึงเรื่องความเสียหายต่อภาพพจน์ของจำเลยที่ 2 อย่างชัดแจ้งว่าเกิดจากการกระทำส่อไปในทางทุจริตของโจทก์ โดยคิดค่าเสียหายดังกล่าวจากการที่อาจเกิดปัญหาในการจัดการเดินรถของจำเลยที่ 2 อย่างรุนแรงถึงขั้นมีการนัดหยุดงานซึ่งเป็นเรื่องในอนาคตที่จำเลยที่ 2 คาดคิดเอาเอง เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ก่อปัญหารุนแรงให้แก่จำเลยที่ 2 จนถึงขั้นนัดหยุดงานจากการกระทำของโจทก์ จำเลยที่ 2 ย่อมไม่เกิดความเสียหายต่อภาพพจน์ต่อการให้บริการประชาชน ขาดความเชื่อมั่นและสูญเสียรายได้ต่อเนื่องอย่างแน่แท้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิขอคิดค่าเสียหายนี้จากการกระทำผิดของโจทก์ กรณีไม่ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องแย้งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีระพงศ์ จิระภาค · วิชัย เอื้ออังคณากุล · ภาติยะ ดวงมณี
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายพงศธร นิ่มมานพ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.97/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ3064/2553
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ3728/2554
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกแรงงาน
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้