Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การเป็นสามีภริยากันก่อนใช้บทบัญญัติบรรพ 5 และต่อมาแยกกันอยู่ภายหลังที่ใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 แล้ว โดยมิได้ทำหนังสือหย่าขาดจากกันตามนัยแห่งมาตรา 1497,1498 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ย่อมไม่ทำให้ขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โจทก์มีสิทธิได้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกได้แก่โจทก์และได้ครอบครองที่พิพาทอยู่ด้วย โดยเข้าทำกินในที่พิพาทแล้วให้เงินแก่

คำฟ้องและคำให้การ

การเป็นสามีภริยากันก่อนใช้บทบัญญัติบรรพ 5 และต่อมาแยกกันอยู่ภายหลังที่ใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 แล้ว โดยมิได้ทำหนังสือหย่าขาดจากกันตามนัยแห่งมาตรา 1497,1498 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ย่อมไม่ทำให้ขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โจทก์มีสิทธิได้ที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกได้แก่โจทก์และได้ครอบครองที่พิพาทอยู่ด้วย โดยเข้าทำกินในที่พิพาทแล้วให้เงินแก่จำเลยที่ 1 ทายาทผู้รับมรดกอีกผู้หนึ่งเป็นรายปีทุกปีตลอดมายังมิได้แบ่งปันกันต้องถือว่าต่างเป็นเจ้าของร่วมกันตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกนี้ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไปทั้งแปลง จึงผูกพันได้เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 โจทก์ขอให้เพิกถอนการโอนในส่วนของตนที่จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิโอน กลับคืนมาได้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ในชั้นฎีกานี้โจทก์ขอให้เพิกถอนการโอนที่พิพาทเฉพาะส่วนที่อ้างว่าเป็นมรดกของนายเหรียญผู้ตายตกทอดแก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาท ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์เป็นบุตรที่นายเหรียญรับรองแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายที่พิพาทจะเป็นมรดกของนายเหรียญผู้ตายหรือไม่นั้น โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1ซื้อที่พิพาทมาในปี พ.ศ. 2501 ขณะที่จำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากับนายเหรียญโดยชอบ ที่พิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายเหรียญ ส่วนของนายเหรียญผู้ตายต้องตกทอดเป็นมรดกจำเลยคงให้การโต้เถียงเพียงว่า จำเลยที่ 1ซื้อที่พิพาทด้วยเงินของจำเลยที่ 1 ภายหลังที่หย่าขาดกับนายเหรียญแล้ว ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ผู้เดียว

ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 กับนายเหรียญเป็นสามีภริยากันก่อนใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต่อมานายเหรียญได้นางละอองเป็นภริยาอีกคนหนึ่ง จึงแยกกับจำเลยที่ 1 ไปอยู่กับนางละอองตั้งแต่นั้น ปรากฏตามฟ้องของโจทก์ว่านายเหรียญได้นางละอองเป็นภริยาแยกกับจำเลยที่ 1 ประมาณปี พ.ศ. 2482จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธ พยานหลักฐานได้ความจากนางละออง ซึ่งเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าเป็นสามีภริยากับนายเหรียญตอนที่นางละอองอายุได้ 17 ปีเมื่อคำนวณอายุนางละอองขณะเบิกความก็ไม่เกินไปกว่าปี พ.ศ. 2482 นางน้อมน้องสาวจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานจำเลยก็ว่านายเหรียญแยกไปอยู่กับนางละอองมีบุตรคือโจทก์ในปีเดียวกันนั้น

โจทก์อายุ 36 ปีในปี พ.ศ. 2518ก็เป็นระยะเวลาที่ไม่เลยขึ้นไปกว่าปี พ.ศ. 2482 เช่นนั้น จึงฟังได้ว่านายเหรียญแยกกันอยู่กับจำเลยที่ 1 ในราวปี พ.ศ. 2482 อันเป็นระยะเวลาที่ใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว และจำเลยที่ 1เบิกความว่าตอนนายเหรียญแยกกับจำเลยที่ 1 ไปอยู่กับนางละอองได้ตกลงกันด้วยวาจาว่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยไม่มีการทำหลักฐานเป็นหนังสือไว้ การที่จำเลยที่ 1 กับนายเหรียญแยกกันอยู่ภายหลังที่ใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมิได้ทำหนังสือหย่าขาดกันตามนัยแห่งมาตรา 1497, 1498 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ไม่ทำให้จำเลยที่ 1กับนายเหรียญขาดจากการเป็นสามีภริยากัน

ดังนั้นในประเด็นที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบของผู้ใดมาก่อนที่จะจดทะเบียนโอนเป็นของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และโจทก์ฎีกาว่านายเหรียญมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น จึงต้องฟังตามข้ออ้างของโจทก์ว่าที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายเหรียญกับจำเลยที่ 1 ซึ่งต้องแบ่งตามส่วนสมรสของกฎหมายลักษณะผัวเมีย คือเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเหรียญ 2 ส่วน ของจำเลยที่ 1 ได้1 ส่วน จำเลยมิได้แก้ฎีกาเกี่ยวกับส่วนแบ่งในสินสมรสนี้เป็นอย่างอื่น เมื่อนายเหรียญตายที่พิพาทส่วนของนายเหรียญย่อมตกทอดเป็นมรดกได้แก่ภริยาและบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมทันทีที่นายเหรียญถึงแก่ความตาย ฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับส่วนแบ่งในที่พิพาทนั้นต้องเป็นไปโดยจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทในฐานะเป็นสินสมรส 1 ส่วน กับมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากส่วนที่เป็นมรดกของนายเหรียญผู้ตายเสมือนตนเป็นทายาทชั้นบุตร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1629, 1635 ทายาทโดยธรรมชั้นบุตรซึ่งมีสิทธิรับมรดกนายเหรียญผู้ตายนอกจากโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3ในคดีนี้ยังมีพระภิกษุเจริญบุตรนายเหรียญที่เกิดกับจำเลยที่ 1 อีกด้วย จึงต้องแบ่งมรดกของนายเหรียญออกเป็น 5 ส่วน โดยจำเลยทั้งสามกับโจทก์ได้คนละ1 ใน 5 โจทก์คงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงพิพาท 2 ใน 15 ส่วน

เมื่อฟังไม่ได้ว่าโจทก์ครอบครองปรปักษ์ได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาททั้งแปลง คงมีสิทธิได้เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนายเหรียญตกทอดแก่โจทก์ และโจทก์ครอบครองที่พิพาทอันเป็นมรดกอยู่ด้วยโดยเข้าทำกินในที่พิพาทแล้วให้เงินจำเลยที่ 1 เป็นรายปีทุกปีตลอดมายังมิได้แบ่งปันกัน ต้องถือว่าเป็นเจ้าของร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินมรดกให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไปทั้งแปลงจึงผูกพันบังคับได้เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1โจทก์ขอให้เพิกถอนการโอนในส่วนของตนที่จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิโอนกลับคืนมาได้ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า โจทก์อ้างสิทธิรับมรดกนายเหรียญเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นนั้น เห็นว่าฟ้องของโจทก์บรรยายไว้ว่าที่พิพาทเป็นมรดกของนายเหรียญตกทอดแก่ทายาท

เมื่อนายเหรียญตายโจทก์มีสิทธิได้รับมรดกคนหนึ่ง แต่โจทก์ครอบครองปรปักษ์ที่ดินอันเป็นมรดกนี้ต่อมาผู้เดียวหลังจากนายเหรียญตายจนได้กรรมสิทธิ์ทั้งแปลง ขอให้พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งโฉนด จำเลยก็ต่อสู้คดีไว้ว่า ที่พิพาทไม่เป็นมรดกของนายเหรียญตกทอดแก่โจทก์ และจำเลยเท่านั้นที่เป็นทายาท เมื่อได้ความว่าที่พิพาทเป็นมรดกของนายเหรียญตกทอดแก่โจทก์ ซึ่งเป็นทายาทบางส่วน และโจทก์มิได้ครอบครองปรปักษ์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนอื่นด้วย ศาลพิพากษาให้โจทก์มีส่วนแบ่งไปบางส่วนตามสิทธิของโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ไม่นอกคำขอพิพากษากลับ ให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดที่ 792 ตำบลบางโปรงอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่ 3เฉพาะเนื้อที่ 2 ใน 15 ส่วนของโจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 แก้โฉนดใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยในที่ดินแปลงนี้ตามส่วนดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับกันไป"

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวรรณพ กองวารี · ปรีชา สุมาวงศ์ · กุศล บุญยืน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้