คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เชิดจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทน หรือปล่อยให้จำเลยที่ 2 เชิดตัวเองเป็นตัวแทน ทำสัญญาจะขายนาพิพาทให้แก่โจทก์ แล้วบิดพลิ้วจนโจทก์ต้องฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาล ๆ พิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์จึงได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่พิพาทให้ผู้มีชื่อราคา 10,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับจำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เสีย ดังปรากฏตามคดีแพ่งแดงที่ 232/2492 โจทก์จึงต้องคืนเงินราคาซื้อที่ดินให้แก่ผู้รับซื้อไปฉะนั้นจึงขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหาย คือเงินค่าธรรมเนียมในคดี 2 เรื่องที่กล่าวแล้วและเงินค่าที่ดินที่ผู้มีชื่อจะซื้อจากโจทก์เป็นเงิน 10,000 บาท ฯลฯศาลชั้นต้นพิพากษาว่า
คดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำ และสำหรับจำเลยที่ 2 ก็เห็นว่าไม่ต้องรับผิดเงิน 10,000 บาท ฯลฯศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหาย 9,500 บาทแก่โจทก์ นอกนั้นยืนโจทก์กับจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ในสำนวนคดีแดงที่ 232/2492 จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์กับจำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่า ที่ดินเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจเอาไปขายให้แก่โจทก์นั้น ถ้าหากโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 เชิดจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนขายที่ดินให้แก่โจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดตามสัญญาซื้อขายที่จำเลยที่ 2 ทำไว้แล้ว โจทก์ก็ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เป็นประเด็นในคดีนั้นได้ แต่โจทก์มิได้ยกประเด็นข้อนี้ขึ้นต่อสู้ ฉะนั้น การที่โจทก์มาฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องโจทก์แล้วนั้น จึงได้ชื่อว่ารื้อฟื้นคดีที่ศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว มาว่ากล่าวกันใหม่ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148ส่วนสำหรับจำเลยที่ 2 นั้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์จะได้กำไร จากการนำที่ดินไปขายให้แก่ผู้อื่นนั้นมิใช่เป็นวิสัยธรรมดาอันพึงบังเกิดจากการผิดสัญญาซื้อขาย ฉะนั้นค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเรียกในกรณีนี้จึงเป็นค่าเสียหายอันเกิดจากกรณีพิเศษ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง โจทก์สืบไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้รู้หรือควรจะได้คาดเห็นล่วงหน้า ฉะนั้นจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดจึง
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหาย 9,500 บาท ฯลฯ