คำฟ้องและคำให้การ
ผู้ร้องซึ่งได้รับความเสียหายต้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่ผู้ร้องทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2547 ซึ่งช้ากว่าแปดวันนับแต่ผู้ร้องทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ คดีไม่มีความจำเป็นที่ศาลจะต้องไต่สวนคำร้องของผู้ร้องต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาในเนื้อหาของคำร้องให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2547 แล้วมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน ทรัพย์ที่ถูกยึดจึงไม่ใช่ของผู้ร้อง คดีของผู้ร้องจึงไม่มีมูล ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง เป็นการพิจารณาสั่งตามเนื้อหาของคำร้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า คำร้องของผู้ร้องยื่นเกินกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วยในผลแห่งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะต้องพิพากษายืน แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กลับพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง จึงเป็นการพิพากษาโดยมิชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นนี้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ยกคำร้องของผู้ร้องยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งสามศาลแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ หากผู้ร้องประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้