Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9632/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การหลอกลวงว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ย่อมรวมถึงการหลอกลวงในเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงานหรือค่าจ้าง ค่าตอบแทนในการทำงานด้วย หากจำเลยที่ 1 มีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสองว่าสามารถหางานในไต้หวันโดยได้รับค่าจ้างสูง และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้เสียหายทั้งสองก็เป็นความผิดสำเร็จตามบทบัญญัตินี้แล้ว แม้ภายหลังผู้เสียหายทั้งสองจะได้เดินทางไปทำงานที่ไต้หวันแต่เมื่อได้รับค่าจ้างน้อยกว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จำเลยที่ 1 ก็ไม่พ้นความรับผิด

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83, 91 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละ 75,000 บาท และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1598/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 6 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 75,000 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 2 ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1598/2545 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลรอการลงโทษจำคุกจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 75,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี บัญญัติว่า "ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ" การหลอกลวงว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมรวมถึงการหลอกลวงในเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงานหรือค่าจ้างค่าตอบแทนในการทำงานด้วย หากจำเลยที่ 1 มีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสองว่าสามารถหางานในไต้หวันโดยได้รับค่าจ้างสูง และโดยการหลอกลวงนั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้เสียหายทั้งสองก็เป็นความผิดสำเร็จตามบทบัญญัตินี้แล้ว

แม้ภายหลังผู้เสียหายทั้งสองจะได้เดินทางไปทำงานที่ไต้หวันก็เป็นเพราะผู้เสียหายทั้งสองถูกจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันหลอกลวงให้เดินทางไปทำงานและได้รับค่าจ้างน้อยกว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวชักชวนนั่นเอง แต่ได้รับค่าจ้างน้อยกว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จำเลยที่ 1 ก็ไม่พ้นความรับผิด ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิด เหตุที่จำเลยที่ 1 มาเกี่ยวข้องในคดีนี้เนื่องจากจำเลยที่ 1 รู้จักกับผู้เสียหายทั้งสอง การที่จำเลยที่ 1 ขับรถพาผู้เสียหายทั้งสองไปที่บริษัทกรุงเทพฯ ทวี จำกัด เนื่องจากผู้เสียหายทั้งสองว่าจ้างและผู้เสียหายที่ 1 ตกลงว่าจะนำเงินจากบริษัทกรุงเทพฯ ทวี จำกัด มาชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 55,500 บาท

นั้น เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชักชวนผู้เสียหายทั้งสองให้เดินทางไปทำงานที่ไต้หวัน และยังเป็นผู้รับผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านของจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดขอนแก่น ก่อนที่จะพาผู้เสียหายทั้งสองกับพวกขึ้นรถตู้เดินทางมายังบริษัทจัดหางานซาป้า อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์วิส จำกัด ที่กรุงเทพมหานคร และยังพาผู้เสียหายทั้งสองไปตรวจร่างกายเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศอีกหลายครั้ง จำเลยที่ 1 กับพวกเรียกค่าใช้จ่ายจากผู้เสียหายทั้งสองคนละ 165,000 บาท และผู้เสียหายทั้งสองโอนเงินให้แก่นายมงคลพวกของจำเลยที่ 1 แล้ว นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังเป็นผู้ขับรถตู้มารับผู้เสียหายทั้งสองไปส่งที่กรุงเทพมหานครเพื่ออบรมและทำสัญญาจ้างที่บริษัท

เค. เอส. แมนเพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด ตามพฤติการณ์แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อประสานงานระหว่างนางสาวอัญชลีกับพวกผู้เสียหายทั้งสอง และรู้เห็นมาตั้งแต่แรกที่มีการชักชวนและดำเนินการส่งผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานที่ไต้หวัน จำเลยที่ 1 จึงมิใช่แต่เพียงผู้ขับรถรับจ้างส่งผู้เสียหายทั้งสองและต้องการได้รับชำระหนี้จากผู้เสียหายที่ 1 ตามที่อ้าง ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 1 ขับรถพาผู้เสียหายที่ 1 กับพวกไปพบนายแพทย์เปรมศักดิ์ และไปร้องเรียนที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดขอนแก่น กับพาไปสถานีตำรวจนั้น เป็นเรื่องที่กระทำภายหลังจากการที่จำเลยที่ 1 ชักชวนผู้เสียหายทั้งสองแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก็เพื่อให้เจ้าพนักงานติดตามจับพวกของจำเลยที่ 1 ที่ร่วมกระทำความผิด และเป็นการปกปิดความผิดของตนเองไม่ให้เป็นข้อพิรุธน่าสงสัย กับเป็นการบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นจากการชักชวนของจำเลยที่ 1 ทั้งมิใช่ข้อที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้ร่วมกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสอง

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกว่า จำเลยที่ 1 กับพันตำรวจโทดาวเรือง พนักงานสอบสวน มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน การสอบสวนในคดีนี้จึงไม่น่ารับฟังเพราะพันตำรวจโทดาวเรืองปรุงแต่งเรื่องราวเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 1 นั้น ข้อนี้จำเลยที่ 1 เบิกความเพียงว่า เหตุที่มีการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 มีสาเหตุโกรธเคืองกับพันตำรวจโทดาวเรือง เนื่องจากบุตรชายจำเลยที่ 1 ได้เสียกับหญิงคนหนึ่งแล้วถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อจำเลยที่ 1 ไปถามเจ้าพนักงานตำรวจว่าทำไมคดียังไม่เสร็จ และจำเลยที่ 1 พูดว่ามาสถานีตำรวจต้องเสียเงิน 3,000 ถึง 4,000 บาท จะคุ้มหรือ เจ้าพนักงานตำรวจจึงแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยที่ 1 ว่าหมิ่นประมาท

จากข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้ไม่น่าเป็นสาเหตุที่พันตำรวจโทดาวเรืองจะกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 เพราะพันตำรวจโทดาวเรืองก็ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทไปแล้ว กรณีไม่ปรากฏว่าพันตำรวจโทดาวเรืองกระทำการอย่างใด ที่เป็นการกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ที่จะทำให้การสอบสวนไม่น่ารับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป ดุลพินิจธรรมา · โสภณ โรจน์อนนท์ · สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดพล - นางสาวสิริลักษณ์ นาควิเชียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางศรีวิไล ธรรมดุษฎี
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.6443/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1597/2545
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ947/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้