Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2520

พ.ศ. 2520 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้ใดจะยึดทรัพย์สินของบุคคลอื่นในประเทศไทยได้โดยชอบนั้น จะต้องเป็นการกระทำที่อาศัยอำนาจของกฎหมายไทยหรือคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลไทย หลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติตอบแทนกันระหว่างประเทศ ถ้าจะให้มีผลบังคับได้จะต้องมีกฎหมายไทยรับรองไว้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 เป็นเรื่องอำนาจของเจ้าพนักงานเกี่ยวกับการที่จะดำเนินคดีในศาลไทยเจ้าพนักงานหาอาจอาศัยอำนาจตามมาตรานี้ยึดทรัพย์ของผู้ใดเพื่อส่งไปให้รัฐบาลต่างประเทศสำหรับใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีในศาลต่างประเทศไม่ โจทก์เป็นชาวต่างประเทศถูกคนร้ายชิงทรัพย์ เจ้าพนักงานตำรวจจับคนร้ายได้พร้อมด้วยเงินตราต่างประเทศที่ถูกชิงทรัพย์ไปเป็นของกลาง ศาลพิพากษาคดีอาญาให้คืนเงินของกลางแก่โจทก์แล้ว จำเลยคือกรมตำรวจและเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีหน้าที่ต้องคืนเงินของกลางให้โจทก์ การที่โจทก์ถูกศาลสั่งให้ส่งตัวข้ามแดนไปตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2472 นั้น พระราชบัญญัติดังกล่าวหาได้บัญญัติเกี่ยวกับการส่งพยานหลักฐานไปให้ศาลต่างประเทศด้วยไม่ ทั้งคำพิพากษาของศาลที่ให้ส่งตัวโจทก์ไปให้รัฐบาลต่างประเทศก็มิได้สั่งให้ส่งพยานหลักฐานใด ๆ ไปด้วย เมื่อจำเลยไม่สามารถอ้างและนำสืบให้เห็นว่ามีอำนาจตามกฎหมายใดที่จะยึดเงินของกลางไว้ เพื่อส่งให้รัฐบาลต่างประเทศตามที่รัฐบาลต่างประเทศขอมา ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยคืนเงินของกลางแก่โจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 4 ป.พ.พ. มาตรา 1336 ป.วิ.อ. มาตรา 85 ป.วิ.อ. มาตรา 186 พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2472 มาตรา 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ถูกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4019/2517ของศาลอาญาชิงทรัพย์ไป เจ้าพนักงานจับจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวได้พร้อมด้วยธนบัตรรัฐบาลสหพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ ฉบับละ 1,000 ฟรังซ์ จำนวน116 ฉบับ คิดเป็นเงินไทย 798,080 บาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์ที่โจทก์ถูกชิงทรัพย์ไป จำเลยคดีอาญาไม่โต้แย้งกรรมสิทธิ์ พนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการได้สั่งคืนเงินของกลางดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยไม่ยอมคืนให้ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยร่วมกันคืนธนบัตรของกลางดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนให้ได้ก็ให้จำเลยร่วมกันใช้คืนเป็นเงินไทย 798,080บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะคืนเสร็จจำเลยให้การว่า

จำเลยได้รับมอบหมายจากกระทรวงมหาดไทยให้จับกุมโจทก์และยึดธนบัตรฟรังซ์สวิตส์ที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ในคดีชิงทรัพย์เพื่อดำเนินการส่งตัวโจทก์ข้ามแดนไปให้รัฐบาลสหพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ตามคำขอของรัฐบาลนั้น โดยอาศัยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2472 จำเลยเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่งกระทรวงหมาดไทยตามคำร้องขอแห่งหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติตอบแทนกันของรัฐบาลสหพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85ก็บัญญัติให้เจ้าพนักงานมีอำนาจค้นตัวและยึดสิ่งของต่าง ๆ ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ จำเลยจึงมีความชอบธรรมที่จะยึดธนบัตรที่โจทก์ขอคืนนี้เพื่อส่งไปให้รัฐบาลสหพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์

สำหรับใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีกับโจทก์ต่อไป จำเลยปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่โดยสุจริตไม่เป็นการละเมิดศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนธนบัตรปรังสวิสส์ของกลางจำนวน116 ฉบับให้แก่โจทก์ หากไม่สามารถคืนได้ใช้ชดใช้เป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนและสถานที่ในขณะชดใช้ ตามมาตรา 196 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่จำเลยไม่มีเจตนากลั่นแกล้งหน่วงเหนี่ยวยึดทรัพย์สินของโจทก์ไว้โดยปราศจากอำนาจเสียเลย จึงไม่ควรได้ดอกเบี้ยจากเงินจำนวนนี้อีกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่าโจทก์ถูกคนร้ายชิงทรัพย์ เจ้าพนักงานจับคนร้ายได้และค้นได้ธนบัตรสวิสส์ฉบับละ 1,000 ฟรังซ์

จำนวน 116 ฉบับจากคนร้าย ในคดีอาญาเรื่องชิงทรัพย์ ศาลพิพากษาให้คืนเงินของกลางคืนธนบัตรพิพาทในคดีนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนั้น ในระหว่างการพิจารณาคดีอาญารัฐบาลสวิสส์ได้มีหนังสือถึงรัฐบาลไทยขอให้จับและคุมตัวโจทก์ส่งข้ามแดน โดยอ้างว่าโจทก์ต้องหาคดีอาญาฐานฉ้อโกง ปลอมเอกสารและยักยอกที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ทั้งได้ขอให้ยึดข้าวของทรัพย์สินของโจทก์ไว้ด้วย ต่อมาพนักงานอัยการจึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนเพื่อส่งตัวโจทก์ข้ามแดนตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2472 คดีถึงที่สุด โดยศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ส่งตัว โจทก์ไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตามคำร้องขอ และรัฐบาลได้ส่งตัวโจทก์ไปแล้วส่วนธนบัตรที่พิพาทกรมตำรวจจำเลยที่ 1 ยังยึดไว้เพื่อส่งไปให้แก่รัฐบาลสวิสส์ไม่ยอมคืนให้โจทก์ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีอาญาเรื่องชิงทรัพย์ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้คืนเงินของกลางให้แก่โจทก์

ฉะนั้นในเบื้องต้นจำเลยจึงมีหน้าที่ตามคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาดังกล่าวที่จะต้องคืนเงินที่พิพาทให้แก่โจทก์เหตุผลที่จำเลยยังยึดเงินที่พิพาทไว้ไม่ยอมคืนให้โจทก์ ตามคำให้การจำเลยนั้นศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2472 ได้บัญญัติไว้เฉพาะแต่ในเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการที่จะส่งตัวบุคคลที่ต้องหาหรือที่พิจารณาเป็นสัตย์ว่าได้กระทำผิดมีโทษอาญาภายในเขตอำนาจศาลของต่างประเทศ ให้แก่ประเทศนั้น ๆ เท่านั้น มิได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการส่งพยานหลักฐานที่จะต้องใช้ไปให้แก่ศาลต่างประเทศด้วย ทั้งคำพิพากษาของศาลไทยในคดีที่ให้ส่งตัวโจทก์ให้แก่รัฐบาลประเทศสวิสส์ก็ไม่ปรากฏว่าได้สั่งให้ส่งพยานหลักฐานใด ๆ

ไปด้วยเลย มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดนพ.ศ. 2472 ซึ่งจำเลยอ้างถึงได้บัญญัติไว้แต่ในเรื่องหลักเกณฑ์ของการที่จะส่งตัวบุคคลเท่านั้น ส่วน มาตรา 85 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่จำเลยอ้างถึงอีกข้อหนึ่งนั้น ก็เป็นเรื่องอำนาจของจำเลยเกี่ยวกับการที่จะดำเนินคดีแก่ผู้ใดในศาลไทย ถึงแม้หากจะถือว่าจำเลยได้ยึดเงินที่พิพาทไว้เป็นหลักฐานในคดีของศาลอาญา ที่ขอให้ส่งตัวโจทก์ข้ามแดนไปก็ตาม จำเลยก็คงมีอำนาจที่จะยึดเงินนั้นไว้จนกว่าคดีที่ขอให้ส่งโจทก์ข้ามแดนไปถึงที่สุดเท่านั้น เมื่อเสร็จคดีแล้วก็ต้องคืนให้แก่ผู้ต้องหา หรือแก่ผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น การยึดเงินที่พิพาทในคดีนี้จำเลยก็ให้รับอยู่ว่า จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจยึดไว้เอง เพื่อส่งไปให้รัฐบาลสหพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับโจทก์ ในศาลต่างประเทศ ดังนั้นจำเลยจึงไม่อาจอาศัยอำนาจตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 ได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ผู้ใดจะยึดทรัพย์สินของบุคคลอื่นในประเทศไทยได้โดยชอบนั้น จะต้องเป็นการกระทำที่อาศัยอำนาจของกฎหมายไทยหรือโดยอาศัยคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลไทยเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อจำเลยไม่สามารถอ้างและนำสืบให้ศาลเห็นได้ว่า จำเลยมีอำนาจตามบทกฎหมายใด หรือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลใดทที่จะยึดเงินที่พิพาทในคดีไว้ได้ จำเลยก็ต้องคืนเงินที่พิพาทให้แก่โจทก์ หลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติตอบแทนกันระหว่างประเทศตามที่จำเลยอ้างในคำให้การสำหรับในกรณีเช่นนั้น ถ้าจะให้มีผลบังคับได้ก็จะต้องมีกฎหมายของไทยรับรองไว้ ดังทำนองเช่นที่ปรากฏอยู่ในตอนต้นแห่งคำพระราชปรารภถึงเหตุผลที่ได้ตราพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2472 ขึ้น ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นพิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลอ จามรมาน · อุดม ทันด่วน · โสพิทย์ คังคะเกตุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3939/2541

แม้ในคดีอาญาเรื่องก่อนพนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกและมีคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายด้วยก็ตาม แต่เมื่อในคำพิพากษาในคดีอาญาเรื่องนั้นวินิจฉัยว่า คดีมีเหตุอันควรสงสัยว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2743/2541

จำเลยที่ 1 ทำการปรับปรุงถนนบนที่ดินที่ ส.อุทิศเป็นสาธารณประโยชน์โดยก่อสร้างเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก และการก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ตลอดแนวเขตเป็นเนื้อที่ประมาณ 15 ตารางวา และจำเลยที่ 3 ได้ป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4829/2539

จำเลยที่1ที่2ให้การว่าไม้ของกลางเป็นของจำเลยแต่ละคนและปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของไม้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าไม้พิพาทเป็นของฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยการที่จำเลยที่1ที่2นำสืบว่าเป็นหุ้นส่วนทำไม้พิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6586/2538

โจทก์ไม่ได้ซื้อที่ดินและตึกแถวมาจาก ส. แต่โจทก์ซื้อจากการขายทอดตลาด ซึ่งเป็นการขายเฉพาะที่ดินและตึกแถวเท่านั้น ไม่ได้ขายสิทธิอื่นใดของ ส. ที่มีอยู่เหนือที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 14373 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดิน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1848/2512

แม้โจทก์จะอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย. แต่คดีนี้ไม่ห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง. ศาลอุทธรณ์จึงไม่จำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมา. เพราะมิใช่คดีที่อุทธรณ์ได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้