Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2518

พ.ศ. 2518 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จำเลยที่ 3 ได้ละเลยไม่ควบคุมตรวจตราในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่2 และของ ส.เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและทำให้ ส. ทุจริตยักยอกเงินไปตามจำนวนในฟ้องการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ได้รับความเสียหายแม้ฟ้องโจทก์จะไม่บรรยายว่าจำเลยที่ 3 ไม่ตรวจแบบรายการเสียภาษีบัญชีงบเดือนเงินผลประโยชน์ของแผ่นดินฉบับใด เดือนใด ปีใด จำนวนเท่าใด ไม่ตรวจตัดปีที่ไหน ก็เป็นแต่เพียงรายละเอียดที่โจทก์จะนำสืบทั้งจำเลยที่ 3 ก็ให้การต่อสู้คดีได้โดยไม่ผิดหลง ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 จึงไม่เคลือบคลุม เงินที่ ส. เสมียนพนักงานแผนกสรรพากรอำเภอยักยอกไป เป็นเงินภาษีอากรซึ่งกรมสรรพากรมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บตามกฎหมายกรมสรรพากรเป็นหน่วยราชการขึ้นต่อกระทรวงการคลังโจทก์ เมื่อ ส. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในบังคับบัญชาของโจทก์จัดเก็บเงินภาษีอากรดังกล่าวมาได้ ย่อมเป็นเงินผลประโยชน์ของแผ่นดินอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเกี่ยวกับเงินนี้ การมอบอำนาจให้ดำเนินการฟ้องร้องนั้น ย่อมรวมถึงมอบอำนาจให้ดำเนินคดีต่อไปหลังจากฟ้องคดีแล้วด้วย กรณีข้าราชการกระทำละเมิดต่อทางราชการนั้น จะถือว่ากรมหรือกระทรวงเจ้าสังกัดรู้การละเมิดและตัวผู้ต้องรับผิดตั้งแต่วันที่เจ้าหน้าที่เบื้องต้นในกรมหรือกระทรวงเสนอความเห็นหาได้ไม่ ต้องนับตั้งแต่วันที่อธิบดีหรือรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องราวและความเห็นนั้นแล้วส. เป็นข้าราชการสังกัดกรมสรรพากรยักยอกทรัพย์ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมสรรพากร กรมสรรพากรเป็นนิติบุคคล มีอำนาจที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลได้ ฉะนั้นถ้ากรมสรรพากรรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนมาเกินหนึ่งปีแล้วไม่มีการฟ้องร้องคดีย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 กรมสรรพากรเป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงการคลัง ถ้ากระทรวงการคลังมาเป็นโจทก์ฟ้องภายหลังหนึ่งปีนับแต่กรมสรรพากรรู้ดังกล่าว ก็ต้องถือว่าขาดอายุความเช่นเดียวกัน (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 226,227/2505) อธิบดีกรมสรรพากรกับ อ.ก.พ.กรม ได้ประชุมกัน 3 ครั้ง เพื่อพิจารณาหาตัวผู้จะต้องรับผิดในทางแพ่ง กรณี ส. ยักยอกทรัพย์ ในการประชุมครั้งที่ 3 ที่ประชุมเห็นว่าจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิด แสดงว่าอธิบดีกรมสรรพากรได้รู้ตัวผู้ต้องรับผิดใช้เงินรายนี้ในวันเสร็จสิ้นการประชุมครั้งสุดท้ายนั่นเองเมื่อกรมสรรพากรรายงานมติการประชุมไปยังกระทรวงการคลังกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วสั่งให้จำเลยที่ 3 รับผิดด้วยและได้ฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีนี้ภายในหนึ่งปีนับแต่กรมสรรพากรรู้ดังกล่าวฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ยังไม่ขาดอายุความ กรมสรรพากรได้กำหนดวิธีการตรวจตัดปีไว้ให้ตรวจเป็นรายเดือนมีรายละเอียดวิธีตรวจเป็นข้อๆ และระบุให้สรรพากรจังหวัดเป็นผู้ตรวจสอบส. เสมียนพนักงานแผนกสรรพากรอำเภอได้เริ่มทำการทุจริตยักยอกเงินภาษีอากรที่ ส. รับชำระไว้ไปตั้งแต่ปีพ.ศ.2503 จนถึงปลายปีพ.ศ.2505ถ้าจำเลยที่ 3 ซึ่งดำรงตำแหน่งสรรพากรจังหวัดปฏิบัติการตรวจตัดปีตามวิธีการที่กำหนดทุกเดือน ก็จะทราบว่ายอดเงินในแบบรายการเสียภาษีกับยอดเงินที่เก็บได้ในเดือนหนึ่งๆ ไม่ตรงกันและเหตุที่ไม่ตรงกันก็เพราะ ส. ได้กระทำการทุจริต แต่จำเลยที่ 3 มิได้ทำการตรวจตัดปีเป็นรายเดือนตามระเบียบ จึงเพิ่งตรวจพบยอดเงินไม่ตรงกันในปลายปี พ.ศ.2505 แม้จำเลยที่ 3 ได้มอบให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่อื่นทำการตรวจสอบแทนก็ตาม จำเลยที่ 3 ผู้เป็นสรรพากรจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 และของ ส. ก็ยังคงต้องรับผิดชอบอยู่นั่นเอง เพราะจำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมงาน มีหน้าที่ควบคุมการเก็บหรือรับเงินผลประโยชน์ จะต้องไม่ละเลยการตรวจตราในหน้าที่ตามระเบียบการที่ได้วางไว้การกระทำของจำเลยที่3 จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ทรัพย์สินภาษีอากรที่โจทก์จะพึงได้รับ ถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า นายสถิตย์ วัฒนก้านตง เป็นเสมียนพนักงานแผนกสรรพากร อำเภอเมืองอุดรธานี นายผล คลังทรัพย์จำเลยที่ 1 เป็นสมุหบัญชีอำเภอโท อำเภอเมืองอุดรธานี นายวีระ กลางโยธี จำเลยที่ 2เป็นสมุหบัญชีอำเภอโท อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี รับคำสั่งให้มาช่วยราชการในตำแหน่งผู้ช่วยสรรพากรจังหวัดอุดรธานี นายสงัด อนุรักษ์ จำเลยที่ 3 เป็นสรรพากรจังหวัดอุดรธานี จำเลยทั้งหมดมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและมติคณะรัฐมนตรีให้เกิดผลดีแก่ราชการ ทั้งต้องถือปฏิบัติตามแบบธรรมเนียมของราชการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2497 แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวแล้ว เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายระเบียบแบบแผนและคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอันชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย

อันเป็นการกระทำละเมิดตามกฎหมายนายสถิตย์ วัฒนก้านตง มีหน้าที่เก็บเงินภาษีการค้าและอากรแสตมป์แล้วนำลงบัญชีส่งเป็นเงินรายได้ของแผ่นดิน ได้ทำการทุจริตต่อหน้าที่เบียดบังยักยอกเอาเงินที่เก็บได้ตามหน้าที่เป็นของตนเสียดังนี้ คือ ในปี พ.ศ. 2504 ทุจริตยักยอกเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย 1,087 บาท 30 สตางค์ ในปี พ.ศ. 2505 ทุจริตยักยอกเอาไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย 121,921 บาท 84 สตางค์ รวมเงินที่นายสถิตย์ ทุจริตไปเป็นเงิน 120,009 บาท 14 สตางค์ ดังปรากฏรายละเอียดตามบัญชีท้ายฟ้องจำเลยที่ 3 ละเลยไม่ควบคุมตรวจตราในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลทั้งสามดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง และทำให้นายสถิตย์

ทุจริตยักยอกเงินดังกล่าวแล้วไป และจำเลยที่ 3 ยังมีหน้าที่ตรวจตัดปีเงินผลประโยชน์ประเภทภาษีการค้าตามคำสั่งกรมสรรพากรด่วนที่ 3952/2497 ลง 19 มีนาคม 2497 แต่จำเลยที่ 3 มิได้ตรวจสอบให้เป็นไปตามระเบียบดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แม้จำเลยที่ 3 จะมอบหมายหน้าที่นี้ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ปฏิบัติจำเลยที่ 3 ก็ต้องควบคุมให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ถูกต้อง แต่จำเลยที่ 3 ไม่ควบคุมแต่อย่างใด และมิได้ตรวจตามวิธีการตามคำสั่งด้วยตนเองซ้ำอีก จึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ไม่พบการทุจริตของนายสถิตย์ และมิได้จัดการแก้ไขดำเนินการป้องกันการกระทำทุจริตของนายสถิตย์จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ต้องออกไปตรวจตัดปีการเก็บภาษีการค้าและภาษี

อื่นยังอำเภอและกิ่งอำเภออีกตามคำสั่งที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ แต่จำเลยที่ 3 มิได้ทำการตรวจตัดปีที่อำเภอเมืองอุดรธานีตามระเบียบกล่าวคือจำเลยที่ 3 ได้เอาแบบ ร.ด.8 ที่ยังมิได้ตรวจสอบให้ถูกต้องกับแบบ ภ.ค.4 ที่อำเภอส่งมายังสรรพากรจังหวัดนั้นไปทำการตรวจสอบยันกับหลักฐานการเก็บภาษีการค้าของอำเภอเมืองอุดรธานี และในเดือนทำการตรวจซึ่งยังไม่ถึงกำหนดจัดทำ ร.ด.8 หรือจัดทำ ร.ด.8 แล้ว แต่ยังมิได้ตรวจสอบกับ ภ.ค.4 นั้น ก็มิได้นำใบเสร็จรับเงินและแบบ ภ.ค. ซึ่งส่งมายังสรรพากรจังหวัดไปตรวจสอบกับใบเสร็จรับเงินและ ภ.ค.4 ที่อำเภอเป็นราย ๆ ไป จึงไม่พบการทุจริตของนายสถิตย์ การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

ทำให้นายสถิตย์ ยักยอกเงินแผ่นดินดังกล่าวข้างต้นไปเป็นเงิน 123,009 บาท 14 สตางค์โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 123,009 บาท 14 สตางค์ ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ยังมิได้ยื่นคำให้การแก้คดี โจทก์ได้ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ไป

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 2 ให้การว่า การที่นายสถิตย์ ยักยอกเงินไปนั้นมิได้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแต่ประการใด คดีนี้ขาดอายุความแล้วฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยว่า จำเลยที่ 3 มิได้ทำการตรวจสอบแบบ ภ.ค.4 และ แบบ ร.ด.8 นั้น เป็นแบบ ภ.ค.4 ฉบับเลขรับที่เท่าใด ลงวันที่เท่าใด มีกี่ฉบับ จำเลยที่ 3 ต่อสู้ไม่ได้ถูกต้องและไม่สามารถต่อสู้ได้อย่างชัดแจ้ง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 เพราะคณะกรรมการสอบสวนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีแต่งตั้งขึ้นโดยชอบมีมติว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดชอบใช้เงิน และคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน

กรมสรรพากร ก็ลงมติว่าจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้เงินไม่เป็นการละเมิด ทั้งเงินที่โจทก์อ้างว่าเสียหายทั้งหมดตามฟ้องยังไม่เป็นเงินที่กรมการอำเภอเมืองอุดรธานีนำฝากคลังจังหวัดอุดรธานีตามกฎหมาย แต่เป็นยอดเงินที่แตกต่างกันระหว่างเอกสารเท่านั้น โจทก์จึงยังไม่เป็นผู้เสียหายผู้เสียหายคือจังหวัดอุดรธานีและกรมสรรพากรซึ่งเป็นนิติบุคคลเท่านั้น ใบมอบอำนาจของโจทก์เป็นใบมอบอำนาจที่ไม่ถูกต้อง บัญชีรายละเอียดที่โจทก์ยื่นมานั้นไม่ถูกต้อง ไม่มีลายเซ็นชื่อของสมุหบัญชีและนายอำเภอเมืองอุดรธานี เป็นผู้ลงนามเก็บเงินตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2489) มาตรา 127, 129 และประมวลรัษฎากร มาตรา 11 การตรวจพบการทุจริตครั้งนี้ก็เป็นความสามารถของจำเลยที่ 3 เอง ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณาและยังมิได้สืบพยาน โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2ไป

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดใช้เงิน 123,009 บาท14 สตางค์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า นายสถิตย์ วัฒนก้านตง เสมียนพนักงานแผนกสรรพากรอำเภอเมืองอุดรธานีได้ทุจริตยักยอกเงินภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาล รายได้ของจังหวัดและสุขาภิบาล อากรแสตมป์ที่ชำระเป็นตัวเงินไปในระหว่างปี พ.ศ. 2503 ถึงปี พ.ศ. 2505 รวมเป็นเงิน 123,009 บาท 14 สตางค์ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า จำเลยที่ 3 ได้ละเลยไม่ควบคุมตรวจตราในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และของนายสถิตย์ วัฒนก้านตง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและทำให้นายสถิตย์ ทุจริตยักยอกเงินไปในปี พ.ศ. 2504 เป็นเงิน 1,087 บาท 30 สตางค์ และในปี พ.ศ. 2505 เป็นเงิน 121,921 บาท 84 สตางค์ การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการปฏิบัติหน้าทีโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนที่จำเลยอ้างว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าจำเลยไม่ตรวจแบบ ภ.ค.4 และ ร.ด.8 ฉบับใด เดือนใด ปีใดจำนวนเท่าใด ไม่ตรวจตัดปีที่ไหนนั้น ก็เป็นแต่เพียงรายละเอียดที่โจทก์จะนำสืบ

ทั้งคดีก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้คดีได้โดยไม่ผิดหลง ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกา ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 เพราะเงินที่นายสถิตย์ ยักยอกไปยังมิได้นำส่งเข้าเป็นเงินผลประโยชน์ของแผ่นดิน จึงไม่ใช่เงินของกระทรวงการคลัง โจทก์ นั้นศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินที่นายสถิตย์ ยักยอกไปตามที่ศาลฟังข้อเท็จจริงมานั้น เป็นเงินภาษีอากรซึ่งกรมสรรพากรมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจัดเก็บจากผู้เสียภาษีอากร กรมสรรพากรเป็นหน่วยราชการขึ้นต่อกระทรวงการคลังโจทก์ เงินภาษีอากรดังกล่าวเมื่อนายสถิตย์ผู้เป็นเจ้าพนักงานในบังคับบัญชาของโจทก์จัดเก็บมาได้ย่อมเป็นเงินผลประโยชน์ของแผ่นดินอยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ใบมอบอำนาจโจทก์ไม่ถูกต้อง เพราะมอบอำนาจให้ดำเนินการฟ้องร้องเท่านั้น การที่ทนายโจทก์ดำเนินการอื่นใดนอกจากการฟ้องร้องจึงเป็นโมฆะนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การมอบอำนาจให้ดำเนินการฟ้องร้องย่อมรวมถึงการมอบอำนาจให้ดำเนินคดีต่อไปหลังจากฟ้องคดีแล้วด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 3 จึงปราศจากสาระเช่นกัน ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีได้รายงานเรื่องการทุจริตรายนี้พร้อมทั้งตัวผู้จะพึงต้องรับผิดต่อกรมสรรพากรและกระทรวงการคลังโจทก์แล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2507 จะถือเอาการทราบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพียงคนเดียวเป็นหลักวินิจฉัยเรื่องอายุความจึงยังไม่ถูกต้อง นั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในกรณีที่ข้าราชการกระทำละเมิดต่อทางราชการและต้องใช้ค่าเสียหายนั้น จะถือว่ากรมหรือกระทรวงเจ้าสังกัดรู้การละเมิดและตัวผู้ต้องรับผิดตั้งแต่วันที่เจ้าหน้าที่เบื้องต้นในกรมหรือกระทรวงเสนอความเห็นหาได้ไม่ ต้องนับตั้งแต่วันที่กรมหรือกระทรวง คืออธิบดีหรือรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องราวและความเห็นนั้นแล้ว คดีนี้ได้ความว่านายสถิตย์ วัฒนก้านตง ซึ่งเป็นผู้ยักยอกทรัพย์รายพิพาทเป็นเสมียนพนักงานแผนกสรรพากรอำเภอเมืองอุดรธานีเป็นข้าราชการสังกัดกรมสรรพากร ทรัพย์ที่ถูกยักยอกไปก็เป็นทรัพย์ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมสรรพากร กรมสรรพากรเป็นนิติบุคคลย่อมมีอำนาจที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลได้ ฉะนั้น ถ้ากรมสรรพากรรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนมาเกินหนึ่งปีแล้วไม่มีการฟ้องร้อง

คดีก็ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 กรมสรรพากรเป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงการคลัง เมื่อกระทรวงการคลังมาเป็นโจทก์ฟ้องภายหลังหนึ่งปีนับแต่กรมสรรพากรรู้ดังกล่าวก็ต้องถือว่าฟ้องขาดอายุความเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 226,227/2505 ระหว่างกระทรวงการคลังโจทก์ นายพิมพ์ โสมนัส กับพวก จำเลย คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่ากรมสรรพากรได้รู้ตัวผู้จะต้องรับผิดใช้เงินรายนี้ตั้งแต่เมื่อใด ได้ความตามคำเบิกความของนายประมวล สุวรรณวัฒนะ พยานโจทก์ว่า การพิจารณาหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งสำหรับคดีนี้ กรมสรรพากรได้ประชุมพิจารณา 3 ครั้ง นายประมวล ได้ร่วมประชุมด้วย 2 ครั้ง คือครั้งที่ 1 และที่ 2 ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ชี้แจงข้อเท็จจริง

ส่วนการประชุมครั้งที่ 3 นายประมวลทราบว่าได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2509 โดยจำเลยที่ 3 ได้ยื่นคำชี้แจงในวันนั้นด้วยตามเอกสารหมาย จ.8 ผลของการประชุมครั้งที่ 3 ที่ประชุมเห็นว่าจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิด แต่ให้จำเลยที่ 1 รับผิดแต่ผู้เดียว นายประมวลได้ทำรายงานตามมติการประชุมครั้งที่ 3 ให้กระทรวงการคลังพิจารณาเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2509 ที่สุดกระทรวงการคลังสั่งให้จำเลยทั้งสามคนร่วมรับผิดร่วมกันได้ความดังนี้ศาลฎีกาได้พิเคราะห์คำเบิกความของนายประมวลพยานโจทก์ประกอบกับเอกสารหมาย จ.8 แล้ว ปรากฏว่าในการประชุมครั้งที่ 3 อันเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายนั้น ได้ประชุมกันในวันที่ 28 กันยายน 2509 และในวันเดียวกันนั้นเอง

จำเลยที่ 3 ได้ยื่นคำชี้แจงตามเอกสารหมาย จ.8 ต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่ในที่ประชุมได้บันทึกลงในเอกสารหมาย จ.8 เป็นใจความว่า จำเลยที่ 3 ได้นำคำชี้แจงฉบับนี้มาอ่านให้ที่ประชุมฟัง เมื่อจำเลยที่ 3 อ่านจบแล้ว อธิบดีกรมสรรพากรประธานที่ประชุมได้ให้ อ.ก.พ. กรมซักถามข้อความต่าง ๆ ตามสมควรแล้วสั่งให้รับคำชี้แจงของจำเลยที่ 3 ไว้ บันทึกที่ว่านี้ลงวันที่ 28กันยายน 2500 อันเป็นวันที่ประชุมครั้งที่ 3 นั้นเอง ผลของการประชุมครั้งที่ 3 นี้ นายประมวลเบิกความว่า ที่ประชุมเห็นว่าจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิด แต่จำเลยที่ 1 รับผิดแต่ผู้เดียว ย่อมแสดงว่าอธิบดีกรมสรรพากรได้รู้ตัวผู้จะต้องรับผิดใช้เงินรายนี้ในวันที่ 28 กันยายน 2509 อันเป็นวันเสร็จสิ้นการประชุมครั้งสุดท้ายเพื่อหาตัวผู้จะต้องรับผิดนั่นเอง กระทรวงการคลังเป็นโจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2510 ภายในหนึ่งปีนับแต่กรมสรรพากรรู้ดังกล่าวฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความที่จำเลยที่ 3 ฎีกาต่อไปว่า จำเลยมิได้ประมาทเลินเล่อนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายประมวล สุวรรณวัฒนะ หัวหน้าแผนกควบคุมการเงินกองระเบียบบัญชีกรมสรรพากร นายสมพงษ์ ศรีโพธิ์สุข ประจำแผนกควบคุมการเงินในกองดังกล่าว และนายสอาด งามเหมาะ ข้าราชการบำนาญผู้เคยดำรงตำแหน่งสรรพากรจังหวัดอุดรธานีสืบแทนจำเลยที่ 3 ประกอบกับหนังสือของกรมสรรพากรที่ 3952/2497 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2497 เรื่องการตรวจตัดปีเงินผลประโยชน์ประเภทภาษีการค้าและภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ (หมาย จ.4) แล้ว เห็นได้ว่าการเก็บภาษีประเภทดังกล่าวเป็นรายเดือน ในเดือนหนึ่ง ๆ แต่ละอำเภอมีผู้เสียภาษีเป็นจำนวนมาก การตรวจตัดปี หากจะทำการตรวจหลักฐานการเรียกเก็บเงินและหลักฐานการรับเงินในคราวเดียวกันต่อเมื่อสิ้นปีแล้วย่อมต้องใช้เวลาทำการตรวจอยู่มาก

กรมสรรพากรจึงกำหนดวิธีการตรวจตัดปีไว้เป็นรายเดือน มีรายละเอียดวิธีการตรวจเป็นข้อ ๆ ตามที่ปรากฏในหนังสือดังกล่าวนั้น หนังสือฉบับนี้ระบุบ่งให้สรรพากรจังหวัดเป็นผู้ตรวจสอบซึ่งทำให้เห็นความมุ่งหมายของกรมสรรพากรได้อย่างชัดแจ้งว่า เพื่อให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งสรรพากรจังหวัดแต่ละจังหวัด ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรจะได้ทราบเป็นรายเดือนไปว่าประเภทเงิน จำนวนเงินที่ต้องคำนวณเพื่อเสียภาษี อัตราภาษี จำนวนเงินภาษีตามที่ผู้ประกอบการค้าแจ้งมา และจำนวนเงินภาษีที่เจ้าพนักงานได้รับไว้นั้นเป็นการถูกต้องตรงกันหรือไม่ กรณีชำระภาษีเกินกำหนด เจ้าพนักงานอำเภอได้เรียกและรับเงินเพิ่มภาษีไว้ถูกต้องหรือไม่

ถ้าจำนวนเงินไม่ตรงกันหรือการเก็บภาษีไม่ถูกต้องสรรพากรจังหวัดจะต้องปฏิบัติอย่างไรต่อไป ถ้าจำเลยที่ 3 ซึ่งดำรงตำแหน่งสรรพากรจังหวัดอุดรธานีได้ปฏิบัติการตรวจตัดปีตามวิธีการในเอกสารหมาย จ.4 นี้ทุกเดือน ก็จะทราบว่ายอดเงินในแบบ ภ.ค.4 กับยอดเงินที่เก็บได้ในเดือนหนึ่ง ๆ ในแบบ ร.ด.8 ช่อง 5 และช่อง 10 ไม่ตรงกัน และเหตุที่ไม่ตรงกันนี้ก็เพราะนายสถิตย์ วัฒนก้านตง เสมียนพนักงานแผนกสรรพากรอำเภอเมืองอุดรธานีได้กระทำการทุจริตโดยวิธีต่าง ๆ ดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.6 ที่โจทก์อ้าง ข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวมาแล้วว่า นายสถิตย์ ได้เริ่มทำการทุจริตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 แต่ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 3 เองว่า จำเลยที่ 3 เพิ่งตรวจพบยอดเงิน ใน

แบบ ภ.ง.ด.9 กับแบบ ภ.ค.4 ไม่ตรงกันในปลายปี พ.ศ. 2505 และที่เริ่มตรวจพบเช่นนั้นก็เพราะจำเลยที่ 3 สังเกตเห็นในปลายปี พ.ศ. 2505 ว่า รายได้ภาษีอากรของอำเภอเมืองอุดรธานีตกต่ำดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 3 มิได้ปฏิบัติให้ต้องตามระเบียบว่าด้วยการตรวจตัดปีภาษีการค้าเป็นรายเดือนเพราะมิฉะนั้นแล้วไหนเลยจึงเพิ่งมาทราบการทุจริตของนายสถิตย์ เอาเมื่อปลายปี พ.ศ. 2505 ข้อสนับสนุนอีกข้อหนึ่งที่แสดงว่าจำเลยที่ 3 มิได้ทำการตรวจดังกล่าวก็คือ อากรแสตมป์ซึ่งจะต้องปิดในแบบ ภ.ค.4 ฉบับละ 20 สตางค์ ก็ปรากฏว่ามีแบบ ภ.ค.4 มากฉบับที่อำเภอเมืองอุดรธานีส่งไปยังแผนกสรรพากรจังหวัด มิได้ปิดอากรแสตมป์ ซึ่งถ้าจำเลยที่ 3 ได้ทำการตรวจก็จะสดุดตาพบเห็นได้โดยง่าย แล้วจะได้จัดการให้มีการปิดเสียให้ถูกต้อง แต่แล้วแบบ

ภ.ค.4 เหล่านั้นก็ได้ถูกปล่อยปละละเลยไม่มีการปิดอากรแสตมป์มาจนปรากฏขึ้นในชั้นศาลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว การตรวจแบบ ภ.ค.4 สอบกับยอดเงินตามแบบ ร.ด.8 นี้ คำสั่งของกรมสรรพากรดังกล่าวข้างต้นระบุไว้ว่าเป็นหน้าที่ของผู้เป็นสรรพากรจังหวัด แม้จำเลยที่ 3 จะอ้างว่าได้มอบให้นายวีระกลางโยธี จำเลยที่ 2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่อื่นทำการตรวจสอบแทนก็ตามจำเลยที่ 3 ผู้เป็นสรรพากรจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และนายสถิตย์ วัฒนก้านตงก็ยังคงต้องรับผิดชอบอยู่นั่นเอง จะต้องไม่ละเลยการตรวจตราในหน้าที่ตามระเบียบการที่ได้วางไว้ ปรากฏตามหนังสือของกระทรวงการคลังที่ 47478/2480 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2480 (เอกสารหมาย

จ.13) ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ทรัพย์สินภาษีอากรหรือสิทธิในภาษีอากรที่โจทก์จะพึงได้รับ ถือได้ว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์แล้ว ที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าการทุจริตของนายสถิตย์และความเสียหายของโจทก์เป็นความรับผิดชอบของคณะกรมการอำเภอเมืองอุดรธานี มิใช่ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดจึงไม่ใช่ผลโดยตรงอันเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 3 นั้นฟังไม่ขึ้น คำพิพากษาฎีกาที่ 22/2511 ที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นอ้าง ข้อเท็จจริงก็หาตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิกรม เมาลานนท์ · สนับ คัมภีรยส · สุธี ชอบธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้